ท่ามกลางบรรยากาศก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้จัดงานเสวนาวิชาการหัวข้อ "นโยบายเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมไทย พรรคการเมืองตอบคำถามเพื่อการเลือกตั้ง 2569 ภายใต้ข้อจำกัดทางงบประมาณและความเป็นไปได้เชิงนโยบาย" ในวันที่ 26 มกราคม 2569 ที่อาคารปฏิบัติการคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อเป็นเวทีให้ตัวแทนพรรคการเมืองนำเสนอนโยบายต่อประชาชน
เริ่มต้นจาก ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องต้นทุนปุ๋ย โดยระบุว่าประเทศไทยมีแหล่งแร่โพแทชในแอ่งโคราชซึ่งเป็นแม่ปุ๋ยหลักแต่ยังไม่ได้นำขึ้นมาใช้ประโยชน์ โดยพรรคมีนโยบายให้รัฐเป็นเจ้าของและควบคุมการผลิตปุ๋ยเองทั้งหมด 100% เพื่อไม่ให้กลุ่มทุนผูกขาดเข้ามาควบคุมราคา ดร.อรรถวิชช์ กล่าวในประเด็นนี้ว่า
"นโยบายของรวมไทยสร้างชาติคือเรื่องปุ๋ยที่รัฐจะเข้ามาควบคุมเอง เพื่อหั่นราคาลงให้ได้ครึ่งหนึ่งจากที่เคยเป็น เพราะเรามีแหล่งแร่โพแทชและสามารถนำไนโตรเจนจากโรงปิโตรเคมีของ ปตท. มาผลิตได้ เหมือนที่มาเลเซียทำผ่านเปโตรนาส ส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อมนั้น การบริหารจัดการภาษีคาร์บอนและคาร์บอนเครดิตไม่ควรอยู่ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ต้องย้ายไปอยู่ที่กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง เพื่อให้การจัดเก็บภาษีเป็นไปอย่างถูกที่ถูกทางและป้องกันไม่ให้ต่างชาติมาจัดเก็บภาษีเราที่ปลายทางได้"
ทางด้านพรรคเพื่อไทย โดยนายพงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ เน้นย้ำการยกเครื่องอุตสาหกรรมเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำผ่านนโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตรเพื่อให้เกษตรกรกล้าใช้นวัตกรรมใหม่ ๆ มีการใช้คูปองดิจิทัลสำหรับซื้อปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์ พร้อมส่งเสริมกระบวนการตรวจดินเพื่อให้ใส่ปุ๋ยได้ถูกสูตร ในส่วนของกลางน้ำจะมีการแก้กฎหมายที่ฉุดรั้งการเติบโตของ SME เพื่อให้สามารถแปรรูปสินค้าได้ และมุ่งสู่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ในปลายน้ำ อีกทั้งยังมีนโยบายพักหนี้ควบคู่ไปกับการสร้างรายได้เพื่อปลดโซ่ตรวนให้เกษตรกร
ต่อด้วยนายอภิรัฐ คงชนะกุล กรรมการที่ปรึกษาเศรษฐกิจ จากพรรคเศรษฐกิจ ที่มองเห็นโอกาสจากการสร้างรถไฟความเร็วสูงเพื่อส่งออกสินค้าเกษตรสดใหม่ไปยังประเทศจีนได้ภายในวันเดียว ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรขายสินค้าได้ในราคาสูงขึ้น นอกจากนี้ยังเสนอแนวคิด "นิคมเกษตรของประชาชน" โดยพรรคเศรษฐกิจระบุว่า
"ปัจจุบันเกษตรกรได้รับส่วนแบ่งจากราคาขายปลีกเพียง 15% ที่เหลือตกอยู่ที่พ่อค้าคนกลาง ดังนั้นรัฐต้องเข้ามาลงทุนในเครื่องจักรและเทคโนโลยีในรูปแบบนิคมอุตสาหกรรมการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรเข้ามาเช่าใช้ในราคาต้นทุนตามจริง วิธีนี้จะช่วยโอนส่วนต่างกำไรจากพ่อค้าคนกลางกลับคืนสู่มือเกษตรกร ทำให้สัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 50-60% ของราคาขาย และช่วยลดภาระความผันผวนของราคาตลาดที่เกษตรกรต้องแบกรับฝ่ายเดียวมาโดยตลอด"
สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ นายจิรวัฒน์ จังหวัด รองโฆษกพรรคและผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ เสนอการมองปัญหาเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมเป็นโครงสร้างเดียวกัน โดยเน้นนโยบายประกันรายได้ในสินค้าเกษตร 5 ชนิดหลักเพื่อความมั่นคงในการประกอบอาชีพ พร้อมสนับสนุนงบประมาณอุดหนุนตั้งแต่ต้นฤดูกาลเพื่อลดความจำเป็นในการกู้หนี้ยืมสิน ในด้านการแปรรูปได้เสนอการยกระดับสินค้า เช่น ข้าวพร้อมทานคุณภาพสูงที่สามารถต้มได้ทันทีเพื่อเจาะตลาดต่างประเทศ ส่วนปัญหา PM 2.5 นายจิรวัฒน์เน้นการควบคุมการนำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผาอย่างเข้มงวดเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน
ขณะที่นายสุนทร รักษ์รงค์ ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม นำเสนอนโยบาย "ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม" โดยให้ความสำคัญกับที่ดินทำกินและการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบผ่านแผนที่น้ำทุกจังหวัด มีนโยบายจัดตั้งธนาคารเพื่อประชาชนเพื่อบริหารจัดการหนี้สินเชิงระบบทดแทนกลไกเดิมที่ไม่สัมฤทธิ์ผล และส่งเสริมนโยบายปุ๋ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต และเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อสร้างอาหารปลอดภัยสู่ครัวโลก เน้นการทำเกษตรที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม
ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ ดร.บุรินทร์ สุขพิศาล กรรมการบริหารพรรค เสนอการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษทางการเกษตรเพื่อแปรรูปสินค้า โดยเฉพาะการนำพืชที่ให้คาร์โบไฮเดรตและไขมันอย่าง ข้าว อ้อย มัน ปาล์ม มาแปรรูปเป็นโปรตีนด้วยเทคโนโลยี นอกจากนี้ยังมีนโยบาย "ถนนน้ำ" และการผลิตปุ๋ยยูเรียใช้เองจากก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่ภายในประเทศ พร้อมทั้งจัดตั้งตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าเพื่อให้เกษตรกรรู้ราคาก่อนเริ่มปลูก
ด้านพรรคประชาชน โดย ดร.เดชรัต สุขกำเนิด แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรีด้านคุณภาพชีวิต มุ่งเน้นการแก้ปัญหาการเผาด้วยการสนับสนุนเงิน 250 บาทต่อไร่ เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกในการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายหรือเครื่องจักรแทนการเผา พร้อมทั้งเสนอการยกระดับมาตรฐาน GAP และ Biosecurity เพื่อรับมือกับความเข้มงวดของตลาดจีน และเข้มงวดกับการตรวจมาตรฐานสินค้าเกษตรนำเข้าที่ด่านชายแดน โดยพรรคประชาชนมีแนวทางเรื่องราคาว่า
"เรามีนโยบายแจ้งราคาล่วงหน้า 3 เดือนเพื่อเป็นการคาดการณ์ให้เกษตรกรทราบล่วงหน้า และรัฐจะเข้าไปดูดซับผลผลิตส่วนเกินในช่วงที่ราคาตกต่ำเพื่อนำไปสู่การแปรรูปหรือเก็บรักษาไว้ แล้วจึงทยอยนำกลับมาใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าในภายหลัง นโยบายของเราคือการเข้าไปแทรกแซงตลาดให้น้อยที่สุดแต่ให้ได้ผลมากที่สุด เพื่อรักษาสมดุลทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อมและราคาที่เป็นธรรมให้กับพี่น้องเกษตรกร"
ทางด้านนายชวลิต วิชยสุทธิ์ กรรมการบริหารพรรคไทยสร้างไทย ได้แสดงความกังวลถึงปัญหาด้านสุขภาพของคนไทยที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปีละ 84,000 คน เฉลี่ยวันละ 300 คน ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากสารปนเปื้อนในอาหาร โดยเฉพาะผักผลไม้นำเข้าจากจีนที่ขาดการตรวจสอบอย่างทั่วถึงที่ด่านเชียงของ จึงเสนอนโยบายบูรณาการหน่วยงานตรวจสอบอาหารให้มาอยู่ในหน่วยเดียวกันและมีเครื่องมือที่พร้อม พร้อมทั้งส่งเสริมให้แต่ละพื้นที่ผลิตพืชผักป้อนตลาดในท้องถิ่น เช่น โรงเรียนและโรงพยาบาล เพื่อสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกและช่วยลดค่าใช้จ่ายให้เกษตรกร
ปิดท้ายด้วยพรรคไทยก้าวใหม่ โดยนายโชติพงศ์ สรรเสริญ ผู้สมัคร สส. ที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยี AI, Smart Farming, และโดรน มาใช้ในการเกษตรแบบรวมกลุ่ม พร้อมทั้งเสนอการสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์และการตั้งธนาคารกลางเพื่อซื้อขายคาร์บอนเครดิต นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการ "Break the Silo" หรือการบูรณาการความเชี่ยวชาญของแต่ละกระทรวงเข้าด้วยกัน และสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนนวัตกรรมเกษตรของประเทศให้เติบโตอย่างสูงสุด








