"พรรณิการ์ วานิช” แกนนำคณะก้าวหน้า ขึ้นเวทีสามย่านมิตรทาวน์ปลุกใจ "หัวคะแนนธรรมชาติ" ทำภารกิจสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง 8 ก.พ. ชี้พรรคประชาชนคือตัวแทนคน 99% ของฐานพีระมิด วอนประชาชนอย่าแค่ไปกากบาท แต่ต้องช่วยกันเฝ้าหีบ-ปกป้องคะแนน ย้ำเทียนเล่มเดียวเปลี่ยนประเทศไม่ได้ ทุกคนต้องร่วมกันจุดแสงสว่างสู้ความมืดมิดของการเมืองแบบเดิม
วันที่ 25 ม.ค.2569 ที่สามย่านมิตรทาวน์ น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า ปราศรัยว่า เวทีนี้ตั้งใจย้อนกลับไปวันที่ยุบพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นพรรคที่ 2 ที่ถูกยุบ ผู้บริหารพรรคก็ต้องคิด ว่าพรรคใหม่จะชื่ออะไรเพราะประเทศนี้ไม่อยากมีอนาคตใหม่ ไม่อยากก้าวไกลไปไหน เพราะพรรคสามเหลี่ยมหัวกลับของเราที่เราคาดหวังคืออยากทำการเมืองที่ประกาศให้ผู้มีอำนาจรู้ว่าเจ้าของประเทศตัวจริงคือประชาชน อยากตั้งพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของประชาชน จากตอนนี้ที่มีพรรคการเมืองจำนวนมาก บ้างก็เป็นตัวแทนของครอบครัวตัวเอง บ้างก็เป็นตัวแทนของกลุ่มทุนใหญ่ กลุ่มทุนผูกขาด บ้างก็เป็นตัวแทนของกลุ่มชนชั้นนำ จารีตอำมาตย์ แต่เราอยากตั้งพรรคที่เป็นตัวแทนของประชาชนของคน 99% ที่เป็นฐานของพีระมิด พรรคการเมืองที่ 3 จึงชื่อว่าพรรคประชาชน เรียบง่ายชื่อเป็นชื่อสถาบันอันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของประเทศไทยคือชื่อพรรคประชาชน
น.ส.พรรณิการ์ กล่าวต่อว่า วันนี้เราเดินเข้าสู่การเลือกตั้ง เป็นพรรคของประชาชน ตัวแทนของประชาชน เราเชื่อในประชาชนว่า คือเจ้าของประเทศ ประชาชน คือพลังที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ให้ก้าวหน้าก้าวไกลไปสู่อนาคตใหม่ วันนี้โพลออกมาล่าสุดจะหลุดหมดปราการพรรคประชาชน 42% เรายังไม่พอใจเพราะวันนี้ต้องไปเกิน 50% วันนี้พรรคประชาชนอยู่ในอันดับ 1 ของทุกผลสำรวจ แต่กูรูการเมืองเขาไม่เชื่อว่าพรรคส้มจะไม่ได้เป็นรัฐบาลต่อให้ชนะเป็นที่ 1 ก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล กูรูเหล่านี้เชื่อในอะไร กูรูเหล่านี้ไม่ใช่ว่าไม่แม่น ท่านก็แม่นอยู่ แม้ว่าในการเลือกตั้ง 2 รอบที่ผ่านมาจะหักปากกาเซียนไปแล้ว แต่ท่านเชื่อว่าเงิน อำนาจรัฐ กลไกเก่าๆ การเปลี่ยนแปลงในประเทศนี้ เขาเชื่อว่าการเมืองเดินแบบนี้มาหลาย 10 ปีแล้ว ไม่มีอะไรจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้
“ดังนั้นไม่ว่าโพลจะออกมาว่าเลือกพรรคประชาชนมาเป็นอันดับหนึ่ง แต่กูรูการเมืองก็จะบอกว่าพรรคการเมืองอื่นจะจัดตั้งรัฐบาลได้ พรรคน้ำเงินจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล นายกฯ จะชื่อ อ. ไม่ใช่ ณ. แต่เราไม่ได้เชื่อแบบนั้น จึงเป็นที่มาของวันนี้คือเชื่อในประชาชน เราไม่ได้เชื่อว่าเราเก่งที่สุด หรือดีที่สุด เราไม่ได้เชื่อว่าแคนดิเดตนายกฯ ของเราหล่อที่สุด แต่ประชาชนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงในประเทศนี้ มีมากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลแห่งการเปลี่ยนแปลงได้”น.ส.พรรณิการ์ กล่าว
น.ส.พรรณิการ์ กล่าวอีกว่า ถ้าเสียงของประชาชนออกมาพร้อมกันในวันที่ 1 ก.พ.คือการเลือกตั้งล่วงหน้า และ 8 ก.พ.ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งจริง ถ้าเสียงของประชาชนดังพอก็เชื่อว่าจะสามารถผลักดันประเทศนี้ไปข้างหน้าได้ เพราะเราเชื่อในประชาชน ซึ่งไม่ใช่แค่อำนาจในการกา แต่เชื่อว่าประชาชนจะทำมากกว่านั้น คือ 2 สัปดาห์หลังจากนี้ หัวคะแนนธรรมชาติจะทำงานหนักยิ่งกว่าณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จะเดินไปบอกทุกบ้าน จะทำตัวเป็นสแปมทุกที่ หัวคะแนนธรรมชาติคือตัวแทนของการเปลี่ยนแปลง คือพลเมืองที่เชื่อว่าถ้าต้องการการเปลี่ยนแปลง ถ้าจะนั่งอยู่เฉยๆ แล้วรอให้เปลี่ยนแปลงมันก็ไม่เปลี่ยน แต่จงลุกขึ้นมา ทำทุกวันตั้งแต่วันนี้บอกคนรอบข้างท่านให้กาส้ม 2 ใบ และเห็นชอบประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ หลังลงคะแนนแล้วก็ต้องปกป้องคะแนนของตัวเองด้วยการเฝ้าหีบ เฝ้ากรรมการประจำหน่วย อย่าให้มีใครปล้นคะแนนของพวกเราประชาชนผู้ต้องการการเปลี่ยนแปลง วันนี้ขอให้ทุกคนทำประชาคม ชื่อว่าสัญญาสามย่าน ประชาชนผู้รักการเปลี่ยนแปลง และต้องลงมือทำ
“ดิฉันขอยกข้อความของนายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการ เป็นเพียงคนเดียวในเวทีดีเบตที่ไม่เห็นด้วยกับการล็อกหมวด ล็อกมาตรา ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และนายปวิน จบโควตด้วยว่าเทียนเพียงเล่มเดียวก็ส่องสว่างให้กับห้องที่มืดมิดได้ แต่ประเทศที่มืดมิด เทียนเพียงเล่มเดียวที่ชื่อณัฐพงษ์ เทียนเพียงเล่มเดียวที่ชื่อพรรคประชาชน ไม่สามารถส่องสว่างทั้งประเทศได้ นับจากนี้ไม่ต้องทำแล้วทะเลดาว แต่เปลี่ยนภารกิจจุดเทียนส่องสว่างให้กับประเทศที่มืดมิดมานานหลายสิบปี และเดินไปสู่อนาคตที่ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริงด้วยกัน”น.ส.พรรณิการ์ กล่าว








