การรักษาเก้าอี้ “ผู้นำฝ่ายค้าน” ในสภาผู้แทนราษฎร ย่อมมีความหมายยิ่งนัก สำหรับ “พรรคประชาชน” เพราะ ณ เวลานี้ ตำแหน่ง ผู้นำฝ่ายค้าน ยังเป็น “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค คนเดิม !
ส่วนหนึ่งต้องถือว่านี่คืออานิสงส์ ที่ “ศาลรัฐธรรมนูญ” แม้จะรับคำร้อง จากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คดี “44 สส.ก้าวไกล” ร่วมกันลงชื่อเสนอแก้ไขกฎหมายอาญาม.112 เอาไว้พิจารณา แต่ไม่ได้สั่งให้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่
จึงทำให้ ทั้ง “ 10 สส.” ของพรรคประชาชน ที่มีชื่ออยู่ในกลุ่ม 44 อดีตสส.ก้าวไกล ได้มีโอกาส “ไปต่อ” และ เก้าอี้ผู้นำฝ่ายค้าน ยังเป็นของ ณัฐพงษ์ เช่นเดิม
แน่นอนว่า แม้ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน มีความหมาย สำหรับ “พรรคประชาชน” ไม่ใช่แค่ “เครดิตทางการเมือง” เท่านั้น แต่การเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ คือการได้เข้าร่วมในกระบวนการคัดเลือกบุคคลเข้าไปทำหน้าที่ใน “องค์กรอิสระ” ตามรัฐธรรมนูญ
ซึ่งนี่คือหมุดหมายที่พรรคการเมืองในทุกเจนเนอเรชั่น ของ “ปีกสีส้ม” รับสืบทอดกันต่อๆมา นั่นคือการตรวจสอบองค์กรอิสระไม่ให้เป็น “เครื่องมือ” ทางการเมือง หรือใครก็ตามที่คิดจะใช้มานำนิติสงครามกับปีกของค่ายส้ม
ภารกิจบนบ่าของณัฐพงษ์ ที่ประกาศทิศทางและเป้าหมายในการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน นอกจากจะเป็นการพิสูจน์ตัวเอง ในฐานะพรรคแกนนำฝ่ายค้าน ที่ในระนาบเดียวกัน ยังมี “พรรคประชาธิปัตย์” ฝ่ายค้านมืออาชีพ ให้เปรียบเทียบ เพราะพรรคสีฟ้า ดูเหมือนจะ “ชกเข้าเป้า” มากกว่า โดยเฉพาะการเกาะติด “พ.ร.ก.กู้เงิน 4แสนล้าน” ของรัฐบาล “อนุทิน 2”
และในเวลาเดียวกัน อย่าลืมว่า คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ที่เปิดโอกาสให้ พรรคประชาชน โดยเฉพาะ10สส. รวมถึง ณัฐพงษ์ ได้กลับเข้าสภาฯ มาทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ของพรรคสีน้ำเงินนั้นยังมีประเด็นเรื่องของ “เวลา” ที่ได้รับการต่อวีซ่าในสภาฯ ไปจนกว่า ศาลรัฐธรรมนูญ จะมีคำวินิจฉัย คดี44 สส.พรรคก้าวไกล ออกมา แม้ว่าจะไม่ใช่เร็วๆนี้ แต่ก็คงไม่ยืดยาวไปจนถึง อายุรัฐบาล “อนุทิน” จะอยู่จนครบเทอม 4ปีอยู่ดี








