“ณัฐพงษ์” หาเสียงลำปาง-ลำพูน ยกลำพูนเป็นจังหวัดต้นแบบ มี อบจ. เป็นตัวพิสูจน์ฝีมือพรรคประชาชน ใช้งบประมาณคุ้มค่า สร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ชวนประชาชนร่วมกาส้มทั้ง 2 ใบ เลือกให้ชนะขาด ยุติวงจรการเมืองเก่าที่ไม่สนใจการทำงานเพื่อประชาชน-จ้องแต่จะถอนทุนคืน
วันที่ 23 มกราคม 2569 ที่ จ.ลำปาง และ จ.ลำพูน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน ร่วมกิจกรรมหาเสียงกับผู้สมัคร สส.ลำปาง และลำพูน ในหลายพื้นที่ โดยเริ่มการหาเสียงตั้งแต่ช่วงเช้าที่ อ.งาว จ.ลำปาง เดินตลาดแจกแผ่นพับและพบปะประชาชนร่วมกับ สุวิภา กุศลจูง ผู้สมัคร สส.ลำปาง เขต 2 เบอร์ 2 พรรคประชาชน ก่อนเดินทางไปยัง อ.เมืองลำปาง เดินตลาดและแจกแผ่นพับหาเสียงร่วมกับ ชลธานี เชื้อน้อย ผู้สมัคร สส.ลำปาง เขต 3 เบอร์ 4 พรรคประชาชน
จากนั้นในช่วงบ่าย ณัฐพงษ์ได้เดินทางไปยัง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ก่อนร่วมหาเสียงกับ ชัชพีร์ วรรณาพิรัชย์ ผู้สมัคร สส.ลำพูน เขต 2 เบอร์ 3 พรรคประชาชน ที่ตลาดผ้าฝ้ายตอนหลวง ก่อนร่วมเปิดเวทีปราศรัยในช่วงเย็นที่ อ.เมืองลำพูน ร่วมกับ วิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก ผู้สมัคร สส.ลำพูน เขต 1 เบอร์ 1 พรรคประชาชน โดยตลอดการหาเสียงในวันนี้ ณัฐพงษ์และผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน ต่างได้รับความสนใจจากประชาชน ที่เข้ามาทักทายให้กำลังใจหนาแน่นและรับฟังนโยบายของพรรคประชาชนตลอดเส้นทาง
โดยในช่วงหนึ่งของการปราศรัยที่ อ.เมืองลำพูน ณัฐพงษ์ระบุว่า คุณค่าหลักของพรรคประชาชนคือคนเท่ากัน พรรคประชาชนไม่ได้พูดเล่นๆ แต่ทำจริงผ่านการทำงาน การนำเสนอนโยบาย นำเสนออะไรไว้แล้วทำได้จริง ถ้าทุกคนมองไปรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การศึกษา การรักษา ทุกมิติในประเทศไทยยังไม่เท่ากัน คนที่รวยกว่าได้คุณภาพชีวิตที่ดีกว่า
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งปีที่ผ่านมา ที่ลำพูนกำลังจะมีรถเมล์อีวี รพ.สต. มีการเพิ่มอุปกรณ์คลินิกทันตกรรมและกายภาพ เอาหมอพยาบาลไปอยู่ใกล้บ้านทุกคนที่สุด เรื่องการศึกษามีการจัดรถรับส่งนักเรียนครอบคลุมหลายพื้นที่ ลดค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครองได้มาก เวลาที่พรรคประชาชนออกแบบและลงมือทำงานจริง เราคิดเสมอว่าจะทำอย่างไรให้คนตัวเล็กตัวน้อย คนหาเช้ากินค่ำที่ไม่ได้มีโอกาสเท่ากับคนรวย มีความเท่าเทียมกัน มีโอกาสในการเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดี และเราพิสูจน์แล้วที่ อบจ.ลำพูนเป็นที่แรก
ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า งบประมาณ อบจ.ลำพูนต่อปี 690 ล้านบาท งบประมาณประเทศ 3.8-3.9 ล้านล้านบาท หาก 690 ล้านบาทใช้เวลาไม่ถึง 1 ปี ทำให้มีทั้งรถเมล์อีวี อนามัยที่ดีขึ้น รถรับส่งนักเรียน และทุนการศึกษาให้เด็ก ถ้าใช้งบประมาณอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย คิดถึงความเท่าเทียมกันจริง ออกแบบนโยบายเพื่อคนตัวเล็กตัวน้อยจริง จะสามารถทำให้คุณภาพชีวิตคนไทยดีได้มากกว่านี้อีกเยอะ และถ้าวันหนึ่งพรรคประชาชนเข้าไปเป็นรัฐบาล ลองนึกภาพว่าถ้ามีอำนาจในการบริหารเงิน 3 ล้านล้านบาท คุณภาพชีวิตของคนไทยจะดีขึ้นขนาดไหน
ตั้งคำถามว่า ที่ผ่านมา ทำไมงบประมาณแผ่นดินเยอะขนาดนี้แต่คุณภาพชีวิตของประชาชนยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ ก็เพราะที่ผ่านมาระบบการเมืองเวลานักการเมืองเข้าไปสู่อำนาจ สิ่งที่พวกเขาตั้งใจเข้าไปทำมากกว่าการทำงานคือการถอนทุนเพื่อเอามาใช้ในการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไป วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่ทุกคนจะยุติวงจรเหล่านี้ได้ด้วยกัน
ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าครั้งนี้ไม่มีเสียง สว. มาโหวตนายกรัฐมนตรีแล้ว ประชาชนจะหมดหวังไม่ได้ เมื่อไหร่ที่ประชาชนหมดหวังกับการเลือกตั้งเท่ากับพวกเขาเป็นผู้ชนะ ตราบใดที่ทุกคนยังคงมีหวังและสู้ต่อไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ชัยชนะเป็นของพวกเราทุกคน สิ่งสำคัญณตอนนี้คือเผื่อใจไม่ได้ ชนะแล้วต้องให้ขาด ตัดสินใจให้ขาด
ดังนั้น ตนจึงมีภารกิจที่อยากชวนทุกคนทำร่วมกัน ถ้าทุกคนเชื่อในเรื่องคนเท่ากันจริงๆ เชื่อว่าคนธรรมดามาทำงานการเมืองได้จริงๆ เชื่อว่าพรรคนี้ยึดโยงกันด้วยอุดมการจริงๆ ไม่ได้มีเงินซื้อตัว สส. ย้ายค่ายย้ายสี ไม่เอาการเมืองที่มีสีเทา อยากทำประเทศไทยให้เท่ากันโลก ถ้าทุกคนเชื่อแบบเดียวกัน ขอให้ช่วยกันส่งต่อพลัง ช่วยกันบอกต่อไปถึงคนรู้จักที่อาจจะยังลังเล ช่วยกันเป็นหัวคะแนนธรรมชาติให้พรรคประชาชนด้วย
“เข้าคูหานึกถึงคนในครอบครัว นึกถึงหน้าลูกหลาน ถ้าเราอยากส่งต่อประเทศไทยดีที่ดีกว่านี้ ช่วยกันตั้งรัฐบาลประชาชนไปด้วยกัน แล้วผมเชื่อว่าวันที่ 8 กุมภาพันธ์ถ้าเราชนะอย่างถล่มทลาย ตั้งรัฐบาลประชาชนได้ ฟ้าวันใหม่จะเปิด อำนาจสูงสุดจะเป็นของประชาชน” ณัฐพงษ์กล่าว







