ดูเหมือนว่าพรรคประชาชนจะพยายามโหมกระแสดราม่า ต่อสู้หาทางรอดในประเด็นข้อกล่าวหาเรื่องจริยธรรมร้ายแรง จากกรณีที่แกนนำพรรคกว่า 10 ราย รวม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค เสนอแก้ไขมาตรา 112 ว่า การเสนอร่างกฎหมายเป็นการกระทำที่ไม่ควรนำไปสู่การตัดสิทธิทางการเมือง ซึ่งในทางเทคนิคแล้วอาจเป็นการ “พูดความจริงเพียงครึ่งเดียว”!! โดยจงใจพูดบริบทที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายตนเอง ทว่าบิดเบือนไปจากความจริงที่เป็นภาพรวมทั้งหมด
“ต้องยืนยันหลักการร่วมกันว่าการเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเป็นเรื่องที่ สส. ไม่ว่าพรรคการเมืองใดหรือยุคสมัยใดควรที่จะกระทำได้ หากเสนอไปแล้วเนื้อหาสาระเป็นเนื้อหาที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่เห็นด้วย สามารถใช้กระบวนการสภาในการพูดคุยถึงความเห็นที่แตกต่าง ใช้พื้นที่นอกสภาฯ พูดคุยถึงความเห็นที่แตกต่าง และท้ายที่สุดหากเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาสาระ กฎหมายดังกล่าวก็จะตกไปตามกระบวนการ
หากมีใครโต้แย้งเกี่ยวกับเนื้อหาของกฎหมายว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ มีขั้นตอนกระบวนการในสภาที่สามารถยื่นเรื่องให้มีการตีความได้ การเสนอกฎหมายโดย สส. ไม่ควรจะนำไปสู่การตัดสิทธิทางการเมือง หากเรายอมรับในหลักการนี้สิ่งที่น่ากังวลว่าในวันข้างหน้าอนาคตของประเทศเรา เราจะมีสภาผู้แทนราษฎรแบบไหนที่ต้องมีความกังวลใจเรื่องการทำหน้าที่ในการเสนอร่างกฎหมายเข้าสภาฯ” พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุ
แต่กระนั้น หากย้อนกลับไปพิจารณาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งยุบพรรคก้าวไกล ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกล ที่ยึดตามข้อเท็จจริงปรากฏตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 จะพบความจริงที่ว่า เหตุใดการเสนอแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 จึงนำไปสู่การพิจารณาความผิดฐานฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงได้
“คดีนี้กับคดีตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 เป็นคดีรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกันและมูลคดีเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญย่อมไต่สวนพยานหลักฐานในมาตรฐานเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญฟังข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติแล้วในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 ว่าพฤติการณ์ดังกล่าวของผู้ถูกร้องเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49
ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคสี่ บัญญัติว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมต้องผูกพันศาลรัฐธรรมนูญในการพิจารณาวินิจฉัยคดีนี้ด้วย
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 ว่าพฤติการณ์ของผู้ถูกร้องที่เสนอร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อันมีเนื้อหาเป็นการลดทอนคุณค่าสถาบันพระมหากษัตริย์ และใช้เป็นนโยบายพรรคในการหาเสียงเลือกตั้ง โดยการใช้ประโยชน์จากสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อหวังผลคะแนนเสียงและชนะการเลือกตั้ง
เป็นการมุ่งหมายให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ในฐานะคู่ขัดแย้งกับประชาชน ผู้ถูกร้องมีเจตนาเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์หรือทำให้อ่อนแอลง อันนำไปสู่การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในที่สุด การกระทำของผู้ถูกร้องจึงเข้าลักษณะการกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอีกด้วย เมื่อพรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชนที่มีความสำคัญในระบอบประชาธิปไตย”
ดังนั้น แปลไทยเป็นไทยก็คือ โดยปกติแล้ว สส. มีอำนาจและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในการเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภา ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายทั่วไปหรือการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ สส. ย่อมได้รับความคุ้มครองทางเอกสิทธิ์ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ
เว้นแต่การเสนอกฎหมายจะถูกวินิจฉัยว่าเป็นความผิด ทั้งฐานล้มล้างการปกครองและฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ก็ต่อเมื่อเข้าองค์ประกอบ "เจตนาและพฤติการณ์" คือมีเนื้อหาสาระที่มุ่งหมายลดทอนคุณค่า หรือสั่นคลอนสถานะของสถาบันหลักที่รัฐธรรมนูญให้การคุ้มครอง
และมีการใช้นโยบายดังกล่าวไปหาเสียงในลักษณะโฆษณาชวนเชื่อ หรือมีพฤติกรรมนอกสภาที่สอดรับกับเจตนาเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันฯ ดังนั้น สส. ยังคงมีสิทธิเสนอกฎหมายได้ทุกฉบับ ตราบเท่าที่เนื้อหานั้นไม่ขัดต่อหลักการพื้นฐานของระบอบการปกครอง
สิ่งที่ พริษฐ์ ไม่ได้พูดถึงคือในกรณีของอดีตพรรคก้าวไกล ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การเสนอแก้ไข ม.112 ในบริบทขณะนั้น ไม่ใช่การแก้ไขกฎหมายตามปกติ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่มีเจตนาเซาะกร่อนบ่อนทำลาย จึงนำไปสู่บทลงโทษเรื่องการฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงและการตัดสิทธิทางการเมืองในที่สุด
#พรรคประชาชน #มาตรา112 #ศาลรัฐธรรมนูญ #พริษฐ์วัชรสินธุ #ก้าวไกล #การเมืองไทย #ยุบพรรค #จริยธรรมสส"








