การเมืองทั่วไป

"จตุพร" ฟันธง! สัปดาห์นี้มีจับนักการเมืองเทา ชี้โคราช–กาฬสินธุ์นำร่อง ก่อนถึงคิว 2 ปชน. ปลาย ม.ค.

แชร์ข่าว

วันที่ 21 ม.ค.69 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "Jatuporn Prompan - จตุพร พรหมพันธุ์" ระบุว่า...

คาดหมายจับนักการเมืองเทาออกแน่ในสัปดาห์นี้ ชี้นำร่องจับโคราชหรือกาฬสินธุ์โดนก่อนกัน ระบุเรียงคิวจับใหม่กันถูกกล่าวหากลั่นแกล้ง ส่วน 2 ปชน. รอคิวถัดไปในสิ้นมกรานี้

เมื่อ 20 ม.ค. 2569 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน ระบุในรายการประเทศไทยต้องมาก่อน คาดว่า ภายในสัปดาห์นี้นักการเมืองเกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทาจะถูกจับกุมตามหมายจับ โดยผู้สมัครใน จ.นครราชสีมา หรือ กาฬสินธุ์ ต้องลุ้นจังหวัดไหนจะโดนรวบตัวก่อนกัน

อีกทั้งกล่าวว่า การจับกุมนักการเมืองสีเทาตามระบุมีถึง 10 รายชื่อนั้น รอบแรกยังไม่จับกุม 2 ผู้สมัครของพรรคประชาชน เพราะล่าสุดได้เรียงคิวหมายจับนักการเมืองสีเทากันใหม่แล้ว แต่ยังไม่แน่ชัดจะจับผู้สมัครในพรรคระดับท๊อป 5 ในจังหวัดนครราชสีมา หรือกาฬสินธุ์ก่อน คงต้องรอลุ้นกัน

"ไม่ใช่ว่าหมายจับพรรคประชาชนตามเป็นข่าว 2 คนจะไม่มี แต่จะถูกขยายผลถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นสิบคน และเป็นคนละเรื่องกับนักการเมืองสีเทาตัวตั้ง 10 คนในท๊อป 5 ที่คาดจะถูกจับ เมื่อขยายผลแล้วคงโดนกันหลายพรรค แต่ในสัปดาห์นี้อาจจะมี 1-4 รายชื่อ ในโคราชกับกาฬสินธุ์ ซึ่งใครในจังหวัดไหนจะโดนก่อนกัน"

สิ่งสำคัญหมายจับสีเทาจะปิดเกมกันก่อนสิ้นเดือนมกราคม ถ้าลากไปจัดการในสัปดาห์สุดท้ายเลือกตั้งจะโจ่งแจ้งกันเกินไป อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดแล้วประชาชนคงรับรู้ว่า หมายจับสีเทาไม่ใช่เรื่องกลั่นแกล้งกัน เพราะมีจับกันถ้วนหน้าผู้เกี่ยวข้อง ไม่มีข้อยกเว้น

อย่างไรก็ตาม การเปิดรายชื่อนักการเมืองถูกหมายจับสีเทานั้น ไม่ได้เป็นหน้าที่ของนายไชยชนก ชิดชอบ รักษาการ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ “กระทรวงดีอี” แต่เป็นหน้าที่ของตำรวจไซเบอร์ต้องขออนุมัติหมายจับจากศาล แล้วไปแจ้งข้อกล่าวหา และจับกุม คัดค้านการประกันตัว ซึ่งเป็นเส้นทางตามกระบวนการยุติธรรมปกติ

"ตามปกติถ้าดูหนังไทย ตำรวจจะมาตอนจบทุกครั้ง สักพักหนังก็ขึ้นสวัสดี จบ แต่กับนักการเมืองไทยมักจะแสดงความรับผิดชอบช้า โดยจะเกิดขึ้นหลังตำรวจมาจับแล้ว ดังนั้น แต่ละพรรคการเมืองย่อมละแคะระคายตัวบุคคลจะถูกหมายจับ เพราะไม่มีใครรู้ดีมากไปกว่าตัวเอง โดยกรณีจับกุมที่ จ.ตาก ก็รู้มาก่อน 2 วันเท่านั้น" นายจตุพร เปรียบเปรย

พร้อมทั้งกล่าวนักการเมืองใหญ่และข้าราชการระดับสูงเกี่ยวข้องธุรกิจสีเทาว่า ถ้าเป็นรายชื่อที่เฉิน จื้อ เปิดเผยแล้ว จะโยงใยใครบ้างคงไม่รู้ แต่กัมพูชาย่อมมีข้อมูลลึกลับประเภทนี้อยู่แล้ว ดังนั้นคงเป็นข้อมูลเดียวกับทางจีนรู้นั่นเอง

ส่วนการซื้อเสียง 7,500 บาทต่อคน นายจตุพร กล่าวว่า ถือว่าบ้า ซื้อมากเกินความจำเป็น และไม่สมเหตุสมผล หากซื้อ 5 หมื่นเสียงให้ชนะเลือกตั้งเขตต้องใช้เงิน 385 ล้านบาท ซึ่งกรณีนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) น่าจะรู้ดี แต่ต้องทำตัวเหมือนพวกปล่อยวาง

"การเลือกตั้งยุคสีเทา กรณีซื้อเสียงระดับหลักห้าร้อยไม่มีแล้ว แต่การซื้อถึง 7,500 บาท จะไปแจกเงินอย่างไร มันไม่ง่าย เพราะหนึ่งเขตเลือกตั้งใช้เงินถึง 385 ล้าน เมื่อจ้างหัวคะแนนไปแจกอีก ก็เฉลี่ยเขตละ 400 ล้าน อย่างนี้ต้องเป็นซุปเปอร์สแกมเมอร์ระดับเฉิน จื้อ กันจริงๆ"

อย่างไรก็ตาม การซื้อเสียงยังมีอยู่ เพราะส่วนหนึ่ง กกต.ตั้งใจจะทำงานด้อยประสิทธิภาพ มีหน้าที่ตามพิธีกรรม ถ้ามีคำร้องซื้อเสียงก็ปล่อยให้เลือกตั้งไปก่อนค่อยสอยกันทีหลังภายใน 1 ปี ซึ่งเป็นระบบที่สร้างความเสียหายให้บ้านเมือง

อีกทั้งกล่าวถึงการเลือกตั้ง 69 ว่า มีบรรยากาศไม่เท่าการเลือกตั้งปี 66 โดยประเมินจากการดีเบตคนสนใจน้อยมาก ซึ่งสะท้อนถึงภาวะเบื่อการเมือง แต่ยังรับเงินซื้อเสียง และไปเลือกตั้งแบบซังกะตาย แต่ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์นิด้า ประเมินจากลางสังหรณ์ว่า จะเกิดสงครามไทย-กัมพูชา รอบใหม่ มาเป็นผลกระทบจนอาจไม่มีเลือกตั้ง

นายจตุพร ประเมินการรบครังใหม่ระหว่างไทย-กัมพูชาว่า อาจไม่ถึงขั้นรบด้วยกำลังอาวุธ แต่จะเป็นการรบด้วยข้อมูลข่าวสารจากผลกระทบจีนจับเฉิน จื้อ และให้คายข้อมูลมีผู้ยิ่งใหญ่ในไทยเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้น การรบด้วยการเปิดรายชื่อคนใหญ่ทางการเมืองและข้าราชการย่อมเกิดปัญหาตามมาเต็มรูปแบบ แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไป

ส่วนนายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกฯ และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีต รมว.ยุติธรรมซึ่งศาล รธน.จะวินิจฉัยคดีนั้น น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง และจะถึงขั้นถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองหรือไม่ โดยปกติแล้วหากเทียบการวินิจฉัยคดีมาตรฐานทางจริยธรรมของศาล รธน.แล้ว จะชี้แค่ให้พ้นจากตำแหน่งการเมือง ไม่มีระบุบทลงโทษ ซึ่งเป็นหน้าที่ของ ปปช. จึงสบายใจได้เท่ากับได้ไปอยู่ป่าช้า ต้องรอเผาอีกยาวนาน

ข่าวแนะนำ