การเมืองทั่วไป

“จตุพร”เตือน!รัฐเร่งแก้ปัญหาน้ำมัน หลังโรงกลั่น-พ่อค้าอ้างอำนาจไม่ชัดเจน

แชร์ข่าว

กระตุก รบ.! วิกฤตน้ำมันเป็นปัญหาบ้านเมือง ไม่ใช่ปัญหาการเมือง เตือนแก้ปัญหาด้วยการพูด ขาดข้อเท็จจริงจะเกิดวิกฤศรัทธา ลั่นรัฐมีอำนาจควบคุมราคา อย่าปล่อยโรงกลั่น-พ่อค้าเป็นรัฐอิสระแตะต้องไม่ได้ ย้ำรื้อโครงสร้างน้ำมัน นำผลประโยชน์คืน ปชช.

เมื่อ 30 มี.ค. 2569 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อน กล่าว ถึง อำนาจตาลปัตร รัฐทิ้ง ปชช.-ยอมพ่อค้า แก้ปัญหาเอาแต่พูด ระบุว่า การแก้ปัญหาน้ำมันของรัฐบาลเน้นปกป้องและสยบยอมต่อโรงกลั่น พ่อค้าน้ำมัน แล้วพูดหาข้ออ้างไม่มีอำนาจ แต่การกระทำตามความจริงไม่เกิดขึ้นทั้งที่กฎหมายให้อำนาจไว้ควบคุมราคา

อย่างไรก็ตาม การตั้งนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ อดีตพ่อค้าธุรกิจน้ำมัน มาเป็น ผอ.ศบก. (ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง) แม้มีข้อดีรู้เรื่องน้ำมัน แต่ 6 โรงกลั่นในไทยเป็นของ ปตท. 3 โรงและบางจาก 1 โรง ซึ่งส่วนใหญ่รัฐถือหุ้นข้างมาก แต่ผู้บริหารโรงกลั่นเหล่านี้กลับเงียบในยามประชาชนเผชิญปัญหาวิกฤตน้ำมัน

อีกอย่าง ในทางการเมือง รัฐชอบอ้าง รมว.พาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ไม่มีอำนาจควบคุมราคาน้ำมัน โดยยกคำวินิจฉัยของศาลปกครองปี 2561 ซึ่งศาลอ้างมติ ครม.ปี 2534 หรือเมื่อ 35 ปีผ่านมา แต่มติ ครม.ใหม่ล่าสุดประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 30 มิ.ย. 2568 มีสาระสำคัญให้อำนาจกระทรวงพาณิชย์ควบคุมราคาเชื้อเพลิงได้ ตาม พรบ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ปี 2542

ดังนั้น จึงประหลาดใจข้าราชการไม่รู้เป็นใครรายงานข้อมูลไม่ตรงความเป็นจริงกับนางศุภจี ซึ่งควรถูกย้ายออกไป เพราะทำให้รัฐมนตรีตัดสินใจผิดพลาด โดยเข้าใจว่าต้วเองไม่มีอำนาจ ทั้งที่ความจริงมีอำนาจ

นอกจากนี้ การขึ้นราคาน้ำมันดีเซลรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร นายพิพัฒน์ อ้างว่า ตัวเองและนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ไม่รู้ รวมทั้งข้าราชการบอกนางศุภจี ไม่มีอำนาจ จึงสะท้อนว่า บ้านเมืองนี้กิจการพลังงานเป็นรัฐอิสระอยู่เหนือการควบคุมดูแลให้เกิดประโยชน์กับประชาชน

อย่างไรก็ตาม การเป็นรัฐที่ประชาชนมอบให้ดูแลคือ การมอบอำนาจให้เป็นรัฐบาลและรัฐมนตรี เมื่อสำคัญตนผิดไปว่า ไม่มีอำนาจแล้วจึงไม่ได้ใช้อำนาจ จนทำให้เกิดความเสียหายกับประเทศและประชาชน เพราะการขึ้นราคาน้ำมันย่อมไปกระทบกับราคาสินค้าอย่างอื่น จนเกิดความเสียหาย

"ผมพยายามเตือนว่า ถ้าไม่กล้าใช้อำนาจเดี๋ยวคนที่กล้ามาใช้ เขาจะเข้ามาเป็นแทน นั่นหมายถึงการคว่ำกระดาน ซึ่งเป็นรูปแบบใดไม่ทราบ จึงเตือนว่า เมื่อมีอำนาจจงรีบใช้อำนาจแก้ไขปัญหาวิกฤตนี้"

นายจตุพร กล่าวว่า วันนี้คนไทยไม่สบายใจและกังขาตัวเลขน้ำมันซื้อมาราคาก่อนเกิดสงครามมีทั้งหมดจำนวนเท่าใด แม้ขณะนี้ยังหาไม่พบ แต่ทุกคนที่เกี่ยวข้องกลับอ้างอิงราคาสิงคโปร์ให้ขึ้นราคาน้ำมันได้ ทั้งที่โรงกลั่นมีรัฐถือหุ้นใหญ่ ทั้ง ปตท. และบางจาก กลับเงียบ เหมือนเป็นรัฐอิสระแตะต้องไม่ได้

"เห็นมั้ยการแปรรูปมันสร้างความฉิบหายอย่างไง จากเดิมรัฐถือหุ้น 100% แล้วไปยกให้เอกชนครึ่งหนึ่ง แล้ววันนี้ใครจะแสดงความรับผิดชอบอะไรกันบ้าง พลังงานเกี่ยวข้องกับความมั่นคงและชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร เมื่อแปรรูปเอาไปขาย ความฉิบหายก็เกิด”

ส่วนนายอนุทิน ยืนยันข้อมูลเดิมว่า การใช้น้ำมันมีแค่ 67 ล้านลิตรต่อวัน เมื่อกลั่นเพิ่ม 10 ล้านลิตรต่อวัน เป็น 77 ล้านลิตร แต่ความต้องการจะใช้กลับเพิ่มเป็น 87 ล้านลิตร สิ่งสำคัญข้อเท็จมีความชัดเจนว่า ถ้ากลั่นเพิ่มจริงแล้ว ทำไมปั๊มได้จำนวนน้ำมันลดลงจากเคยได้วันละ 10,000 ลิตรต่อวัน เหลือเพียง 3,000-4,000 ลิตรเท่านั้น เพราะความน่าจะเป็นนั้น แทนที่กลั่นเพิ่มควรได้โควตาน้ำมันเพิ่มขึ้นด้วยก็ไม่ได้ พลิกกลับตาลปัตรกันเช่นนี้

ขณะที่นายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ได้ข้อมูลอีกอย่างไปอ้างอธิบายน้ำมันขาดตลาดเพราะประชาชนกักตุน แต่ปั๊มยืนยันได้น้ำมันมาน้อยจึงไม่พอบริการ อย่างไรก็ตาม ถ้ากลั่นเพิ่ม 10 ล้านลิตรต่อวัน และส่งให้ปั๊มในจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าปกติเป็นกว่าหมื่นลิตร แล้วยังขาดตลาด ย่อมบ่งชี้ถึงการกักตุนได้ชัดเจน แทบไม่มีข้อกังขา

สิ่งสำคัญ เมื่อขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท กลับมีปริมาณน้ำมันมากขึ้น แทบทุกปั๊มมีน้ำมันดีเซลบริการประชาชนตามความต้องการ ไม่มีการเข้าแถว ต่อคิวยาวให้เห็นอีกเลย แล้วพ่อค้ายังได้เงินอุดหนุนกำไรจากกองทุนน้ำมันให้โรงกลั่นที่รัฐถือหุ้นข้างมากอยู่อีก ส่วนประชาชนมีชีวิตเดือดร้อนสาหัส

"นายกฯ ต้องคิดถึงวิกฤตศรัทธาและเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องควานหากระบอกเสียง แต่ต้องควานหาการกระทำ หาการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม เพราะทุกอย่างไม่ได้อยู่ที่การพูด นักพูดต่อให้พูดดีแทบตาย แต่ไม่ได้พูดความจริงก็ไม่มีความหมาย ดังนั้น วันนี้ไม่ได้อ่อนประชาสัมพันธ์ แต่เป็นปัญหาการกระทำที่จะแก้ไขปัญหา ที่สำคัญนักพูดจะจนมุมกับการไม่พูดความจริง”

นายจตุพร กล่าวว่า ท่ามกลางวิกฤตน้ำมันนั้น นักการเมืองต้องยอมรับก่อนว่า เป็นวาระและปัญหาบ้านเมือง ไม่ใช่ปัญหาการเมือง ดังนั้นต้องใช้หู คือฟังให้มาก ใช้ปากให้น้อย อะไรที่แก้ปัญหาไม่ได้เพราะเหตุสุดวิสัย สิ่งสำคัญเมื่อรัฐอยู่ภายใต้รัฐอิสระของโครงสร้างน้ำมัน พลังงาน และไฟฟ้า ถ้าไม่รื้อโครงสร้างเก่า ปัญหาต้องเจอแบบเก่าอีกเช่นเคย