16 มกราคม 2569 หลักสี่ กรุงเทพฯ - ในกิจกรรมเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจสื่อมวลชนในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการออกเสียงประชามติ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยถึงความพร้อมและระบบการรายงานผลคะแนนการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ โดยยืนยันว่าการทำงานของ กกต. ยึดหลักการสำคัญ 4 ประการ คือ ความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้ด้วยตาในทุกขั้นตอน การอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน การมีประสิทธิภาพ และการมีส่วนร่วม ซึ่งงบประมาณทุกบาททุกสตางค์ได้ถูกนำมาใช้เพื่อตอบโจทย์หลักการเหล่านี้
สำหรับกระบวนการตรวจสอบคะแนนนั้นมีขั้นตอนการตรวจสอบรวม 4 ชั้น ตั้งแต่ระดับหน่วยเลือกตั้ง ระดับเขต ระดับจังหวัด ไปจนถึงระดับ กกต. ส่วนกลาง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคะแนนตรงตามเจตนารมณ์ของประชาชน โดยในวันเลือกตั้ง กกต. ได้ร่วมมือกับสื่อมวลชนรายงานผลคะแนนเรียลไทม์ตั้งแต่นับคะแนนแรก ทั้งแบบบัญชีรายชื่อ สส. แบบแบ่งเขต และการออกเสียงประชามติ ซึ่งคาดว่าจะทราบผลอย่างไม่เป็นทางการของทั้ง 3 กระดานได้พร้อมกันไม่เกินเวลา 23.00 น.
เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในความโปร่งใส ประชาชนและผู้สังเกตการณ์สามารถตรวจสอบความถูกต้องได้จากแบบรายงานผลคะแนน สส. 5/18 ที่ติดไว้หน้าหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งจะระบุรายละเอียดทั้งจำนวนผู้มีสิทธิ ผู้มาแสดงตน จำนวนบัตรดี บัตรเสีย และคะแนนของผู้สมัครแต่ละราย โดยในวันถัดจากวันเลือกตั้ง กกต. จะนำข้อมูลจากสำเนาใบรายงานผลที่มีกรรมการประจำหน่วย (กปน.) ทั้ง 9 ท่านเซ็นกำกับความถูกต้อง ลงในระบบคอมพิวเตอร์เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบเปรียบเทียบกับภาพถ่ายหน้าหน่วยได้ตลอดเวลาทั้งแสนกว่าหน่วยทั่วประเทศ
นางสาวบุญเรือน ไทยวัฒนธรรม ผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์ กกต. กล่าวว่า ในส่วนของการออกเสียงประชามตินั้น ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ มาตรา 67 กำหนดให้คณะกรรมการประจำเขตสรุปผลคะแนนจากทุกหน่วยและรายงานให้ กกต. ทราบโดยเร็ว ซึ่งต้องไม่ช้ากว่าวันถัดจากวันออกเสียง หรือวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด ทั้งนี้ กกต. มีอำนาจตามมาตรา 70 ในการไต่สวนและวินิจฉัยกรณีพบว่าการออกเสียงไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม โดยสามารถสั่งให้นับคะแนนใหม่หรือออกเสียงใหม่ได้ภายใน 30 วันนับแต่วันออกเสียง
สำหรับเกณฑ์การตัดสินผลประชามติในปัจจุบัน ตามมาตรา 13 ที่มีการแก้ไขใหม่ จะใช้เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงเป็นข้อยุติ โดยคะแนนเสียงข้างมากนั้นต้องสูงกว่าคะแนนเสียงที่ไม่แสดงความคิดเห็น ซึ่งขอยืนยันว่าไม่มีการใช้เงื่อนไขเกณฑ์เสียงข้างมาก 2 ชั้น เหมือนในอดีตแล้ว
ด้านนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ฝากความห่วงใยถึงพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับเรื่องการถูกจำกัดสิทธิ โดยระบุว่าการออกเสียงประชามติเป็นหน้าที่สำคัญที่กฎหมายกำหนดไว้ หากผู้มีสิทธิไม่สามารถไปใช้สิทธิได้ต้องแจ้งเหตุผลตามขั้นตอน หากไม่ไปใช้สิทธิและไม่แจ้งเหตุจะถูกจำกัดสิทธิตามมาตรา 24 เป็นเวลาตามที่กฎหมายกำหนด อาทิ การเสียสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. สว. สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น รวมถึงการสมัครเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และการดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองในระดับต่างๆ จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง เนื่องจากยังมีประชาชนบางส่วนเข้าใจผิดว่าการไม่ไปใช้สิทธิประชามติจะไม่เสียสิทธิ ซึ่งความจริงแล้วจะถูกจำกัดสิทธิเช่นเดียวกับการเลือกตั้ง สส. และการเลือกตั้งท้องถิ่น







