เมื่อเข้าสู่เดือนมกราคม ควันหลงความสุขจากการส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ยังไม่ทันจาง คนไทยก็ต้องเผชิญกับการมาเยือนของฝุ่น PM2.5 ฝุ่นตัวร้ายที่ปกคลุมไปทั่วทุกพื้นที่ และมาให้เห็นเป็นประจำในทุกปี ซ้ำปริมาณยังเกินค่ามาตรฐานจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ตั้งแต่โรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ และล่าสุดพบว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งปอดได้
โรคมะเร็งปอด ยังคงเป็นโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศไทย ที่บุคลากรทางการแพทย์ยังคงออกมาย้ำเตือนถึงการคัดกรองอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะในเวลานี้ที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน และที่สำคัญคือในวันนี้มีการศึกษาที่พบว่า ฝุ่น PM2.5 ได้เป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งปอด ซึ่งทำให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมนี้ได้ชื่อว่าเป็นมลพิษที่มีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างรุนแรง และควรตระหนักทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน
“PM2.5 คือ ปัญหาที่เราเจอทุกปี แต่เราอาจจะตระหนักไม่ทั้งปี พอช่วงถึงหน้าร้อน หน้าฝน ฝุ่นน้อยลง ก็ลืมกันไป แต่ผมว่าสิ่งที่สำคัญ คือ การที่ต้องตระหนักว่า PM2.5 มันอยู่กับเรามาตลอด แล้วมีแนวโน้มที่จะเพิ่มปริมาณวันที่เราต้องสัมผัสเยอะมากขึ้นในทุก ๆ ปี”
ผศ.(พิเศษ) นพ.นพพล ลีลายุวัฒนกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยโรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤต ฝ่ายอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เปิดบทสนทนาด้วยความมุ่งมั่นที่อยากให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหา PM2.5 และโรคมะเร็งปอด ยิ่งได้มีโอกาสพูดคุยถึงเรื่องกลไกที่ PM2.5 มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ ก็ยิ่งได้เข้าใจว่าเพราะเหตุใดปัญหานี้จึงควรได้รับแก้ไขอย่างเร่งด่วน
“ปัจจัยเสี่ยงของ PM2.5 ต่อการเกิดมะเร็งปอด ความเสี่ยงอยู่ที่ประมาณ 10-20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มี PM2.5 ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ากังวล และเราก็มีข้อมูลเพิ่มว่า PM2.5 เพิ่มปัจจัยเสี่ยงในการที่จะเป็นมะเร็งปอด รวมทั้งข้อมูลของคนที่อยู่ในโซนที่เป็น PM2.5 เยอะ เทียบกับ PM2.5 น้อย อัตราการเกิดมะเร็งปอดก็มากกว่าด้วย เพราะฉะนั้นก็ถือได้ว่า PM2.5 นับเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องคอยเฝ้าระวังในทุกวันนี้”
และยืนยันจากข้อมูลการศึกษาประชากรขนาดใหญ่ในหลายประเทศ และการจัดกลุ่มสารก่อมะเร็งขององค์การอนามัยโลก และ สำนักงานวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ ในวันนี้ ต่างสนับสนุนความเชื่อมโยงระหว่าง PM2.5 กับอุบัติการณ์มะเร็งปอดในผู้ไม่สูบบุหรี่ ซึ่งนายแพทย์นพพลไม่ได้เป็นห่วงเรื่องโรคมะเร็งปอดเท่านั้น แต่ฝุ่น PM2.5 ยังนำมาซึ่งโรคต่าง ๆ อีกมากมาย
“ที่ต้องเป็นห่วง คือ ไม่ใช่แค่เสี่ยงต่อมะเร็งปอดเท่านั้น PM2.5 ยังสามารถกระตุ้นทำให้โรคเดิมที่อาจจะเป็นอยู่เล็กน้อยแต่ไม่ได้แสดงอาการ ก็ทำให้มีอาการเยอะขึ้น เช่น กระตุ้นอาการหอบหืดในบางคน อีกทั้ง PM2.5 มีโมเลกุลขนาดที่เล็ก ก็อาจจะสามารถเข้าไปสู่ในกระแสเลือด แล้วไปอาจทำให้เกิดความผิดปกติในอวัยวะอื่น ๆ ร่วมด้วยได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นแม้ปัจจัยเสี่ยงจะน้อยกว่าการสูบบุหรี่ แต่ถือว่าเป็นปัญหาที่ต้องตระหนักไม่แพ้กัน”
หลีกเลี่ยง และ ร่วมมือ คือหลักสำคัญช่วยป้องกันโรคจาก PM2.5
“การสวมแมสก์เป็นการหลีกเลี่ยงฝุ่น PM2.5 ที่ควรตระหนักอยู่เสมอ แต่สิ่งสำคัญนอกจากการหลีกเลี่ยง คือ เราต้องร่วมมือเพื่อที่จะช่วยกัน เพราะผมเชื่อว่า PM2.5 กับเรื่องของสภาวะโลกร้อนมันเกี่ยวเนื่องกันอย่างแยกไม่ออก เพราะฉะนั้นการช่วยกัน เช่น การใช้พลังงานสะอาด หรือการใช้รถสาธารณะมากขึ้น และอีกหลายวิธี นอกจากการตระหนัก การหลีกเลี่ยง ยังต้องร่วมมือกันเพื่อที่จะช่วยให้ประเทศเราพ้นไปได้ รวมถึงเรื่องของพระราชบัญญัติอากาศสะอาด ก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญมากเช่นกัน” นายแพทย์นพพลกล่าวเน้นย้ำถึงประเด็นสำคัญทิ้งท้าย
เพราะเราทุกคนมีสิทธิที่จะหายใจเอาอากาศที่ดีเข้าปอด แต่การแก้ไขปัญหาเพียงลำพังอาจยังไม่พอสำหรับอุบัติการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ปัญหามลพิษทางอากาศจึงไม่ใช่เรื่องของสุขภาพเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของรัฐ ภาคธุรกิจ และสังคม ที่ต้องผสานพลังอย่างจริงจัง ด้วยความหวังว่า เดือนมกราคมหน้าที่จะมาถึง และในปีถัดไป ผู้ป่วยที่ต้องทนทุกข์จาก PM2.5 จะลดลง และไม่ใช่ราคาที่ประชาชนต้องยอมจ่ายเพื่อการหายใจของตัวเอง
#PM25 #ฝุ่นพิษ #มลพิษทางอากาศ #สุขภาพ #ภัยเงียบ #ข่าวสิ่งแวดล้อม #ใส่หน้ากาก #อากาศแย่








