วันที่ 4 มกราคม 2569 เวลา 11.00 น. ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศและมนุษยธรรมของฝ่ายกัมพูชาในช่วงก่อนการตกลงหยุดยิง โดยระบุว่าฝ่ายไทยมีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่ามีกำลังติดอาวุธของกัมพูชาเข้ามาปฏิบัติการในพื้นที่ซึ่งไทยใช้อำนาจอธิปไตยและการปกครองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของรัฐอื่นที่ขัดต่อกฎบัตรสหประชาชาติและหลักกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง
นอกจากนี้ยังพบพฤติการณ์ที่เข้าข่ายการใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ (Human Shield) ด้วยการนำกำลังทหารและคลังยุทโธปกรณ์ไปตั้งในพื้นที่พลเรือน ซึ่งเป็นการละเมิดหลักการคุ้มครองพลเรือน (Civilian Protection) ตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
รายงานจากศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ ยังระบุอีกว่า การที่ฝ่ายกัมพูชาใช้พื้นที่ชุมชนเป็นฐานปฏิบัติการยิงเข้ามายังฝั่งไทย ไม่เพียงแต่ทำให้พลเรือนของตนเองต้องตกอยู่ในอันตราย แต่ยังเป็นการจงใจเพิ่มความเสี่ยงต่อการตอบโต้ ซึ่งถือว่าขัดต่อหลักความระมัดระวัง (Precaution) อย่างรุนแรง
โดยฝ่ายไทยมีหลักฐานความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ชุมชนที่ไม่มีลักษณะเป็นเป้าหมายทางทหาร ซึ่งการโจมตีพลเรือนโดยตรงเช่นนี้ถือเป็นอาชญากรรมสงครามตามกฎหมายระหว่างประเทศ อีกทั้งยังมีการยั่วยุทางทหารอย่างเป็นระบบ ทั้งการเคลื่อนกำลังติดอาวุธและการยิงข้ามแดนที่เป็นการคุกคามสันติภาพและบ่อนทำลายความพยายามในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ รวมถึงการละเลยหน้าที่ในการค้นหาและเก็บกู้ศพทหารของตนเองอย่างมีศักดิ์ศรี ซึ่งถือเป็นการละเมิดหลักมนุษยธรรมขั้นพื้นฐาน
ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งสมัยใหม่ที่มีการใช้สงครามข่าวสารควบคู่ไปกับการทหาร ประเทศไทยขอยืนยันว่า ข้อเท็จจริงต้องมาก่อนวาทกรรม เนื่องจากที่ผ่านมามีการนำเสนอข้อกล่าวหาที่ไม่สะท้อนความจริงทั้งหมดเพื่อตอบโต้การปฏิบัติงานของไทยที่ยึดถือหลักมนุษยธรรมมาโดยตลอด ทั้งนี้ ประเทศไทยเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศร่วมกันพิจารณาสถานการณ์บนพื้นฐานของกฎหมายและหลักฐานที่ตรวจสอบได้จริง มากกว่าการหลงเชื่อการบิดเบือนข้อมูลหรือการโฆษณาชวนเชื่อที่เกิดขึ้นในขณะนี้







