“กองทัพ” โต้สื่อต่างชาติ ลั่น “ไทย” ไม่เคยยึดดินแดนกัมพูชา ชี้ชัดถูกล้ำอธิปไตย ย้ำปฏิบัติการทหารยึด 3 หลักการ
เมื่อวันที่ 2 ม.ค.2569 ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ชี้แจงต่อรายงานข่าวของสื่อมวลชนต่างประเทศบางสำนัก ที่ระบุว่า ประเทศไทยใช้กำลังยึดดินแดนของกัมพูชา และห้ามชาวกัมพูชากลับบ้านพักซึ่งถ้อยคำดังกล่าว ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและสถานะทางกฎหมายของพื้นที่
ประเทศไทย ขอยืนยันว่า การปฏิบัติของฝ่ายไทยเกิดขึ้น ภายในอาณาเขตของประเทศไทย และ/หรือในพื้นที่ใกล้บริเวณที่มีข้ออ้างสิทธิทับซ้อนซึ่งยังอยู่ระหว่างกระบวนการตามกลไกทวิภาคีและกฎหมายระหว่างประเทศ แต่มิใช่การรุกรานหรือการยึดครองดินแดนของรัฐอื่น
การดำเนินการของไทยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ
1. คุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่
2. ป้องกันการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน
3. ควบคุมสถานการณ์และลดระดับความตึงเครียด เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งขยายตัว
ประเทศไทยยึดมั่นในกฎบัตรสหประชาชาติ หลักกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักการใช้กำลังเท่าที่จำเป็นและได้สัดส่วน พร้อมยืนยันการใช้สันติวิธี การเจรจา และความร่วมมือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อมุ่งสู่การแก้ไขปัญหาอย่างสันติและยั่งยืน
ศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ ให้ความสำคัญต่อบทบาทของสื่อมวลชน และขอความร่วมมือในการนำเสนอข่าวสารอย่างรอบด้าน ถูกต้อง และใช้ถ้อยคำที่สะท้อนสถานะทางกฎหมายของพื้นที่อย่างเหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจคลาดเคลื่อนในประชาคมระหว่างประเทศ
ประเทศไทยยังคงเปิดกว้างในการให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง และหลักฐานที่เกี่ยวข้องแก่สื่อมวลชนและภาคีระหว่างประเทศ บนพื้นฐานของความโปร่งใสและความเคารพซึ่งกันและกัน
ด้าน พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกได้ชี้แจงว่า กรณีดังกล่าว สื่อที่นำเสนอน่าจะเข้าใจผิด เนื่องจากพื้นที่ที่ฝ่ายไทยได้เข้าไปควบคุมในปัจจุบัน แต่เดิมล้วนเป็นพื้นที่ที่ฝ่ายกัมพูชา นำกำลังทหารเข้ามาวางกำลัง และประชาชนเข้ามาอยู่อาศัยรุกล้ำอธิปไตยไทย ดังนั้นจึงเป็นฝ่ายกัมพูชามากกว่า ที่มีการเข้ายึดดินแดนบางส่วนของไทย
ที่ผ่านมาพบว่าประชาชนกัมพูชารุกล้ำเข้ามาตั้งชุมชนบ้านเรือนในเขตอธิปไตยไทยในลักษณะผิดทั้งกฎหมายของประเทศไทย และหลักกฎหมายระหว่างประเทศมานานกว่า 40 ปี โดยมีรัฐเป็นผู้สนับสนุน ซึ่งฝ่ายไทยใช้กลไกตามกรอบ MOU ยื่นหนังสือประท้วง ร่วมกับกลไกทางกฎหมายของฝ่ายปกครอง แต่ไม่เคยได้รับการแก้ไขและความร่วมมือจากฝ่ายกัมพูชา และยังพบการรุกล้ำเพิ่มเติมมากขึ้น
อีกทั้งก่อนเกิดการปะทะพบว่าฝ่ายกัมพูชาได้มีการยั่วยุ และแสดงท่าทีคุกคามด้วยกำลังทหารในหลายพื้นที่ตลอดแนวชายแดน รวมถึงได้ใช้กำลังคุกคามต่อฝ่ายไทย ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องใช้สิทธิตอบโต้ป้องกันตนเอง ด้วยการใช้กำลังในสัดส่วนที่เหมาะสม ภายใต้กรอบกฎหมายสากล และได้ใช้โอกาสนี้ในการดำเนินการจัดระเบียบ เพื่อควบคุมและสถาปนาพื้นที่ชายแดนที่เคยถูกฝ่ายกัมพูชารุกล้ำ ให้มีความเรียบร้อยและถูกต้อง
โดยปัจจุบันการควบคุมดูแลพื้นที่ของฝ่ายไทยอยู่ภายในอาณาเขตขอประเทศไทย ตามแนวเส้นปฏิบัติการ ไม่ใช่การรุกรานหรือการไปยึดครองดินแดนของกัมพูชาอย่างที่มีสื่อบางสำนักเข้าใจผิดไป








