เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.2569 ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักวิเคราะห์ทางการเมืองและการเลือกตั้ง เผยแพร่บทความเรื่อง กรุงเทพฯ ไม่ต้องการ “สภาที่ชนะเลือกตั้ง” แต่ต้องการ “สภาที่ชนะใจประชาชน”
การเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครครั้งนี้ มีคำถามหนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคำถามว่า “ใครจะชนะ” นั่นคือ กรุงเทพมหานครควรมีสภาแบบใด ?
สภาที่พรรคการเมืองหนึ่งครอบครองทุกเขต จนเสียงส่วนใหญ่แทบไม่ต้องรับฟังเสียงที่แตกต่าง หรือสภาที่ประกอบด้วยผู้แทนจากหลากหลายแนวคิด หลากหลายพื้นที่ และหลากหลายประสบการณ์ เพื่อร่วมกันออกแบบอนาคตของเมือง
คำถามนี้อาจสำคัญกว่าการนับจำนวนที่นั่งเสียอีก เพราะการเลือกตั้งเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่คุณภาพของสภาจะเป็นตัวกำหนดคุณภาพของการบริหารเมืองไปอีกหลายปี
เมืองใหญ่ทั่วโลกต่างมีบทเรียนร่วมกันว่า เมืองจะเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพราะทุกคนคิดเหมือนกัน หากเพราะทุกคนมีพื้นที่ให้คิดต่าง และใช้เหตุผลร่วมกันเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด
ความหลากหลายจึงไม่ใช่อุปสรรคของการบริหาร หากเป็นเงื่อนไขสำคัญของการบริหารเมืองสมัยใหม่
ตรงกันข้าม การรวมศูนย์อำนาจไว้กับสีเดียว ก็เสี่ยงทำให้การตั้งคำถามลดลง และมุมมองที่แตกต่างค่อย ๆ หายไปจากกระบวนการตัดสินใจ เมื่อเสียงส่วนใหญ่กลายเป็นเสียงทั้งหมด ประชาธิปไตยก็เริ่มสูญเสียความหมาย
กรุงเทพมหานครกำลังยืนอยู่บนทางแยกเช่นนั้น การเลือก ส.ก. ครั้งนี้ จึงไม่ควรเป็นเพียงการแข่งขันระหว่างพรรคการเมือง หากควรเป็นการกำหนดว่า เมืองหลวงของประเทศจะเดินหน้าไปด้วยการเมืองแบบใด
หากจะสรุปเป็นหลักคิดง่าย ๆ อาจเรียกว่า “3 ปลด”
ปลดแรก…ปลดล็อกการเมืองระดับชาติออกจากการบริหารท้องถิ่น
ปัญหาของคนกรุงเทพฯ ไม่ได้เริ่มต้นที่เกมอำนาจในสภา แต่เริ่มต้นที่รถติด น้ำท่วม ฝุ่น PM2.5 ทางเท้าที่เดินไม่ได้ โรงเรียนที่ต้องพัฒนา สวนสาธารณะที่ยังไม่ทั่วถึง และบริการสาธารณะที่ประชาชนสัมผัสทุกวัน
การเมืองท้องถิ่นจึงควรรับใช้ “เมือง” มากกว่ารับใช้ “พรรค” หาก ส.ก. ต้องยกมือไปในทิศทางเดียวกันเพียงเพราะมติพรรค การตัดสินใจย่อมถูกกำหนดจากส่วนกลาง มากกว่าความต้องการของคนในพื้นที่
กรุงเทพมหานครไม่ควรเป็นสนามประลองของการเมืองระดับชาติ แต่ควรเป็นพื้นที่ของการแก้ปัญหาเมืองอย่างมืออาชีพ
ปลดที่สอง…ปลดล็อกเผด็จการสภา จากสภาสีเดียวสู่สภาที่หลากหลาย
ไม่มีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ หากไม่มีการถ่วงดุล เสียงข้างมากคือกลไกของประชาธิปไตย แต่การถ่วงดุล คือหลักประกันของประชาธิปไตย
สภาที่หลากหลาย ไม่ได้หมายถึงสภาที่ทะเลาะกันทุกวัน หากหมายถึงสภาที่กล้าตั้งคำถาม กล้าตรวจสอบ และกล้าเสนอทางเลือกใหม่ ๆ
การใช้งบประมาณหลายหมื่นล้านบาทของกรุงเทพมหานคร ควรผ่านสายตาของผู้แทนที่มีมุมมองแตกต่าง มากกว่าผ่านเสียงเห็นชอบโดยอัตโนมัติ
เพราะเมืองที่ดี ไม่ได้เกิดจากการที่ทุกคนยกมือพร้อมกัน แต่เกิดจากการที่ทุกคนกล้าคิด ก่อนจะยกมือ
ปลดที่สาม…ปลดล็อก ส.ก. ให้เป็นหุ้นส่วนของผู้ว่าฯ ในการสร้างเมือง
ในหลายประเทศ สภาเมืองไม่ได้ทำหน้าที่เป็นคู่ขัดแย้งของฝ่ายบริหาร แต่เป็น “หุ้นส่วน” ที่ช่วยกันทำให้การบริหารมีคุณภาพมากขึ้น
เมื่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ ส.ก. ควรช่วยผลักดันให้เกิดผล เมื่อมีสิ่งที่ควรปรับปรุง ก็ต้องตรวจสอบด้วยเหตุผล ไม่ใช่ใบสั่งจากส่วนกลางระดับชาติ
นี่ไม่ใช่การเล่นการเมือง แต่คือการทำหน้าที่แทนประชาชนชาวกรุงเทพฯ ส.ก. จึงไม่ควรถูกวัดจากความจงรักภักดีต่อพรรคการเมือง หากควรถูกวัดจากความซื่อสัตย์ต่อผลประโยชน์ของคนกรุงเทพฯ
ท้ายที่สุด สิ่งที่ประชาชนกำลังเลือก ไม่ใช่เพียงผู้แทน 50 คน แต่กำลังเลือกวัฒนธรรมทางการเมืองของกรุงเทพมหานคร จะเป็นวัฒนธรรมที่รวมศูนย์อำนาจไว้กับสีเดียว หรือเป็นวัฒนธรรมที่เคารพความแตกต่าง เปิดพื้นที่ให้การสร้างความร่วมมือเพื่อประโยชน์ของเมือง
มหานครที่เข้มแข็ง ไม่ใช่มหานครที่ไม่มีเสียงคัดค้าน แต่เป็นมหานครที่สามารถเปลี่ยนความเห็นต่าง ให้กลายเป็นพลังร่วมในการพัฒนา
กรุงเทพมหานครจึงไม่จำเป็นต้องมี “สภาสีเดียว” หากจำเป็นต้องมี “สภาที่หลากหลาย“ สภาที่ปลดล็อกการเมืองระดับชาติออกจากท้องถิ่น สภาที่ปลดล็อกการผูกขาดอำนาจด้วยการถ่วงดุลอย่างสร้างสรรค์ และสภาที่ปลดล็อกการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อเป้าหมายเดียวกัน คือการสร้างกรุงเทพมหานครที่น่าอยู่สำหรับทุกคน
เพราะท้ายที่สุดแล้ว เมืองที่ดี ไม่ได้เกิดจากการที่ฝ่ายหนึ่งชนะทุกเขต แต่เกิดจากการที่ประชาชนทุกเขต “ชนะ” จากการมีสภาที่ดีที่สุดสำหรับเมืองของตนเอง นั่นคือ เมืองที่ชื่อว่า ”กรุงเทพมหานคร“ ของทุกคน








