วันที่ 26 มิ.ย. 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) แถลงข่าวครบรอบ 2 ปี เลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ระดับประเทศ และเปิดหลักฐานเพิ่มเติมการฮั้ว สว.
โดยช่วงต้นของการแถลง นายพริษฐ์ ได้ทบทวนความคืบหน้าของคดีและจุดยืนของพรรคประชาชน ที่เรียกร้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งคำร้องไปที่ศาล เนื่องจากมองว่าหลักฐานคดีนี้ชัดเจนและหนักแน่นกว่าคดีก่อนๆ ที่ กกต.เคยส่งเรื่องไปที่ศาล วันนี้ตนต้องการจะลงลึกถึงสาเหตุ ว่าทำไมหลักฐานจึงมีความหนักแน่นและชัดเจนมากกว่าคดีอื่น แน่นอนว่าเราไม่สามารถเข้าถึงรายละเอียดทั้งหมดของคดีได้ แต่หลักฐานที่เราสามารถรวบรวมได้ด้วยตัวเองสามารถนำมาวิเคราะห์ได้ ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานที่ปรากฎต่อสาธารณะหรือมาจากบุคคลที่ไปให้การกับคณะไต่สวน ซึ่งตนเชื่อว่าหลักฐานที่ กกต. และคณะไต่สวนชุดที่ 26 ของ กกต. รวมถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีนั้น ย่อมละเอียดกว่าที่ปรากฎต่อสาธารณะหรือที่เรารวบรวมได้อยู่แล้ว
ดังนั้น หากหลักฐานที่เรามีหนักแน่นเพียงพอก็สามารถอนุมานได้ว่าหลักฐานที่กกต. มีหนักแน่นมากกว่า ตนและพรรคประชาชนจึงพยายามเดินหน้ารวบรวมข้อมูลและเปิดเผยหลักฐานจากหลายจังหวัดทั่วประเทศ วันนี้จะเริ่มจากจังหวัดนครพนม หลักฐานที่เรามีประกอบไปด้วย 5 อย่างด้วยกัน
นายพริษฐ์ เปิดคลิปวิดีโอให้สื่อมวลชนดู พร้อมระบุว่า หลักฐานแรกเป็นคลิปเสียงนักการเมืองในจังหวัดนครพนม โดยในคลิปปรากฎภาพนายศุภชัย โพธิ์สุ อดีต สส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย กล่าวกับบรรดาคนที่มางานพิธีบายศรีสู่ขวัญ เนื่องในโอกาสที่นายสิทธิกร คงยศ ได้รับเลือกเป็น สว. เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2567 โดยนายศุภชัย กล่าวในคลิปว่านายสิทธิกรเป็น 1 ใน 3 สว. ที่ได้รับเลือก รวมถึงอีก 2 ท่าน ตนในฐานะผู้สนับสนุนก็ประกาศอย่างไม่อายใครว่า สว.นครพนมทั้ง 3 ท่านนี้เป็น สว.สายสีน้ำเงินชัดเจน เพราะสีน้ำเงินเป็นสีของสถาบันพระมหากษัตริย์ ฉะนั้น เราไม่ต้องอายใครว่าเราอยู่ในสีน้ำเงิน ไม่ต้องอายใครว่าเราเป็นคนจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เรื่องนี้ท่าน สว.สิทธิกรชัดเจนมาก ตนมั่นใจ ทำงานร่วมกันมาหลายปี นายสิทธิกรเป็นคนคงเส้นคงวา มุ่งมั่นตั้งใจ ทุ่มเท ช่วยกิจกรรมทางการเมืองของตนมาโดยตลอด ตอนนี้ไม่ได้สังกัดพรรคภูมิใจไทย เพราะสังกัดพรรคผิดกฎหมาย แต่สังกัดสีน้ำเงิน
นายพริษฐ์ กล่าวว่า นายศุภชัยดูมีความรู้จัก สว. จากนครพนม 3 คนเป็นอย่างดี เราเห็นว่านายศุภชัยในการใช้คำว่า สว. สายสีน้ำเงินอย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนว่ามีการแบ่งกลุ่มแบ่งก้อนในบรรดากลุ่ม สว. แต่แม้นายศุภชัยจะพูดในคลิปว่าตัวเองเป็นเพียงผู้ให้กำลังใจ แต่จากหลักฐานพยานที่เรารวบรวมมา เราตั้งคำถามว่านายศุภชัยอาจจะมีบทบาทมากกว่าเป็นเพียงผู้ให้กำลังใจหรือไม่
จากนั้น นายพริษฐ์ เปิดหลักฐานที่ 2 เป็นภาพโรงแรมหนึ่ง ก่อนกล่าวว่า จากพยานที่บอกเล่าตนมา เกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 24-25 มิ.ย.ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีการรวมตัวกัน เราทราบว่านอกจากบรรดาผู้สมัครแล้ว ยังมีบุคคลสำคัญที่ในห้องประชุมดังกล่าวด้วย ได้แก่นายศุภชัย สว. 3 คน ที่มาจากจังหวัดนครพนมและอาจารย์ที่มีอักษรย่อ ป.ปลา ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำโพย พยานเล่าให้ฟังว่าในวันดังกล่าวมีการจัดทำโพยด้านหลังเอกสาร สว.3 เพื่อใช้สำหรับการเลือก สว.ทั้งช่วงเช้าและช่วงบ่าย
“พยานเล่าให้ฟังว่ามีผู้สมัครบางคนที่เกิดอาการไม่พอใจ เพราะไม่เห็นตัวเลขผู้สมัครตัวเองปรากฎอยู่ในโพย จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่าท้ายที่สุด ตนเองจะไม่ได้รับประโยชน์หรือถูกเลือกหรือไม่ มีบุคคลท่านหนึ่ง ที่ท้ายที่สุดกลายมาเป็นสว. พูดว่าไม่ต้องกลัว เดี๋ยวจังหวัดอื่นก็จะมาเลือกหมายเลขของเรา รวมถึงให้สัญญาด้วยว่าถ้าใครไม่มีแต้ม มาเอาเงินสดกับผม 300,000 บาท นอกจากนี้ พอมีคนเริ่มไม่พอใจ นายศุภชัยก็ไปเจรจาไกล่เกลี่ยนอกรอบด้วย ว่าหากไม่ได้รับเลือก ยังมีตำแหน่งผู้ช่วย สว.ที่จะให้เวียนมาเป็นผู้ช่วยได้ มีการบอกว่าให้เซ็นใบลาออกล่วงหน้าไว้ มีการเก็บภาพในกล้องวงจรปิดไว้แล้ว เป็นการข่มขู่ผู้สมัครทางอ้อม” นายพริษฐ์ กล่าว
นายพริษฐ์ กล่าวว่า โรงแรมแห่งนี้ ทีมงานของตนก็ไปสำรวจมา รู้ว่าโรงแรมมีกล้องวงจรปิดพอสมควร ที่น่าจะระบุได้ว่าบุคคลใดไปร่วมประชุมบ้าง รวมถึงเจ้าของก็เป็นคนที่อยู่ในครอบครัวของนักการเมืองในพื้นที่
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า หลักฐานที่ 3 คือ หนึ่งในผู้สมัคร สว. จากจังหวัดนครพนม ซึ่งตอนนี้เป็น สว. แล้ว ได้ซื้อตั๋วเครื่องบินให้กับบุคคลอื่น 9 คน มีรายละเอียดแจ้งถึงไฟท์บินและราคาตั๋ว ส่วนหลักฐานที่ 4 คือเหตุการณ์เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ซึ่งเป็นช่วง 1 สัปดาห์ก่อนมีการเลือก สว. มีการนัดรวมตัวกันที่โรงโม่ปูนแห่งหนึ่ง ในจังหวัดนครพนม
ส่วนหลักฐานสุดท้าย นายพริษฐ์ ได้เปิดคลิปเสียงของ สว.นครพนมที่คุยกับผู้นำอีกคนหนึ่งเพื่อนำเสนอผลประโยชน์ โดยในคลิปปรากฎเสียงที่มีการนำเสนอเงิน 1 ขีด โดยจะให้มัดจำครึ่งขีด และพาดพิงว่าพรรคอื่นก็มีการจัดตั้งเหมือนกัน ถ้าเราไม่ทำเขาก็ทำ พวกตนทำให้แล้ว ทุกอย่างเป็นค่าใช้จ่ายหมด พร้อมโน้มน้าวให้ผู้สมัคร สว.ที่ผ่านการคัดเลือก มาช่วยบล็อกตำแหน่ง และมีการเสนอตำแหน่งผู้ช่วย สว.ให้ พร้อมเงินเดือน เพื่อเป็นการตอบแทน
“ตอนนี้พวกผมจ่ายค่าเครื่องบินไว้ให้หมดแล้ว กลุ่มนครพนม ค่าเครื่องบิน ค่าโรงแรมผมเตรียมไว้หมดแล้ว ถ้าไม่บล็อกไว้ เราจะไปสู้เขาไม่ได้ คนทิ้งพ่อทิ้งแม่เห็นมาเยอะ แต่ทิ้งเงิน พี่ไม่เคยเห็น” ชายในคลิปเสียง กล่าว
ภายหลังเปิดคลิปเสร็จ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ในคลิป มีการพูดว่าเป็นขบวนการจัดตั้งที่ทำกันทั่วประเทศ ถึงได้สามารถสัญญาคะแนนในรอบแรกได้ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของเงินและค่าตอบแทนมาเกี่ยวข้อง มีรายละเอียดเรื่องการจองตั๋วเครื่องบินและที่พักให้ ซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานที่ตนได้นำเสนอไป และมีการพูดถึงเรื่องสัญญาตำแหน่งผู้ช่วยด้วย จะเห็นว่าหลายรายละเอียดในองค์ประกอบของคลิปเสียงนี้ ยืนยันข้อเท็จจริงที่ตนได้พยายามจะนำเสนอ
ในช่วงท้ายนายนายพริษฐ์ ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าว กรณีหลักฐานที่นำมาเปิดในวันนี้บางส่วนเคยเห็นอยู่แล้วว่า อยากให้ดูหลักฐานหลายส่วนประกอบกันอย่าง อย่างคลิปแรกมีการเผยแพร่ต่อสาธารณะมาสักพักแล้ว แต่ก็เป็นการบ่งบอกถึงความสัมพันธ์ของอดีตนักการเมือง กับ สว. 3 คน ในจังหวัดนั้น แต่เมื่อประกอบกับพยานที่มีการเล่าว่า พบอดีตนักการเมืองอยู่กับผู้สมัคร สว. ในวันก่อนที่จะมีการเลือก สว. รวมทั้งอยู่ร่วมขบวนการจัดทำโพยฮั้ว ก็อาจจะทำให้มีน้ำหนักมากขึ้น แต่หากไม่เชื่อพยานปากนั้น ก็สามารถดูพยานอื่นประกอบด้วย ว่าสิ่งที่พยานพูดสอดคล้องกับหลักฐานที่มีการนำเสนอหรือไม่ เพราะการวิเคราะห์คดี ไม่ว่าคดีใดก็ตามต้องนำหลักฐานหลายส่วนมาประกอบกัน
เมื่อถามว่า กังวลหรือว่าหลักฐาน ที่เปิดในวันนี้ กกต. อาจจะไม่ได้นำประกอบในการพิจารณา แต่นำไปคิดแยกส่วนแล้วจะทำให้หลักฐานไม่มีน้ำหนัก นายพริษฐ์ กล่าวว่า หาก กกต. ทำงานอย่างตรงไปตรงมาก็ต้องนำหลักฐานทุกส่วนมาพิจารณาประกอบกัน เพราะดูหลักฐานที่นำมาประกอบการ รวมทั้งคลิปเสียงก็จะเห็นว่ามีขบวนการจัดตั้งที่ทำทั่วประเทศ รวมถึงมีค่าตอบแทน เรื่องเงินทอง เรื่องการจองโรงแรม จองโต๊ะเครื่องบิน และมีคำสัญญาในตำแหน่งผู้ช่วย สว. มาเกี่ยวข้อง เมื่อมององค์ประกอบทั้งหมด ก็ตอกย้ำให้เห็นว่า มีกระบวนแบบใดเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น กกต.ก็ต้องนำหลักฐานมาประกอบร่วมกัน และขณะนี้ผ่านมาสองปีแล้วหลังจากผ่านเหตุการณ์เลือก สว. ระดับประเทศตอนนี้เป็นระยะเวลาที่เพียงพอแล้วในการพิจารณาหลักฐานทั้งหมดร่วมกัน
เมื่อถามว่า บางหลักฐานที่ยังไม่ได้มีการเปิดเผยต่อสาธารณะจะมีการยื่นให้กับ กกต. เพิ่มเติมหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ตนเชื่อว่าหลักฐานทั้งหมด ควรจะอยู่ในมือ กกต. กับดีเอสไอ อยู่แล้ว แต่หากเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ก็พร้อมที่จะยื่น หลักฐานที่มีให้กับ กกต. ได้รับไว้พิจารณา ซึ่งการแถลงข่าวในวันนี้นอกจากสื่อสารถึงสาธารณะแล้ว ก็เป็นการสื่อสารถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน
เมื่อถามต่อว่า นอกจากหลักฐานที่เป็นคลิปแล้ว พยานบุคคลนั้นมั่นใจว่า มีน้ำหนักมากที่น่าเชื่อถือพอ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ต้องดูว่าข้อความ หรือคำพูดของพยานสอดคล้องกับหลักฐานอื่นหรือไม่ ซึ่งก็พยายามนำเสนอโดยไม่ได้แยกชิ้นใดชิ้นหนึ่งออกจากกัน แต่ นำทั้งหมดมาประกอบรวมกัน ซึ่งหากจะพิสูจน์ว่า นายศุภชัยอยู่ที่โรงแรมนี้หรือไม่ ก็อยู่ในวิสัยของ กกต. และดีเอสไอ ที่จะไปสืบต่อได้ ว่ามีไฟลท์บินที่นายศุภชัย บินจากนครพนม มากรุงเทพหรือไม่ หรือดูภาพจากกล้องวงจรปิดที่โรงแรมว่า มีหลักฐานการเข้าออกจากโรงแรมหรือไม่
ส่วนจะมีหลักฐานในคดีฮั้ว สว. จากจังหวัดอื่นหรือไม่นั้น นายพริษฐ์ กล่าวว่า อยู่ระหว่างการรวบรวม ถ้าหากจังหวัดใดที่รวบรวมองค์ประกอบได้ทั้งหมด และมีน้ำหนักเพียงพอพร้อมที่จะแถลง ก็จะเดินหน้าแถลงอย่างสม่ำเสมอ
เมื่อถามว่า อาจมีโอกาสที่ กกต. จะพิจารณาคดีฮั้ว สว. แบบเหมาเข่ง นายพริษฐ์ ระบุว่า ตนมีความเห็นในเมื่อ กรรมการไต่สวนมองว่า มีอย่างน้อย 229 ที่มีมูลความผิด ก็เห็นว่ากกต. ควรทั้งหมด แต่ตนเชื่อว่า คณะทำงานของชุดไต่สวนชุดที่ 26 ไม่ได้เห็นหลักฐานของอีกคน แล้วไปเหมารวมทั้งหมด แต่คงเป็นการดูหลักฐาน ดูความเชื่อมโยงของทั้ง 229 คน ประกอบกัน ถึงได้มติออกมาว่ามีมูลความผิดอย่างน้อย 229 คน
เมื่อถามต่อว่านั่นหมายความว่า ผู้ถูกกล่าวหาใน 229 คนอาจจะไม่ได้โดนคดีทั้งหมดใช่หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนย้ำมาตลอดว่ากกต. ควรส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาทั้งหมด ตามที่คณะทำงานชุดไต่สวนชุดที่ 26 เสนอขึ้นมา เนื่องจากคงได้มีการพิจารณาแล้ว ว่าใครมีมูลความผิดหรือใครไม่มีมูลความผิด กลุ่มซึ่งกลุ่ม 229 คนคือกลุ่มคนที่ผ่านการคัดกรองผ่านการตรวจสอบจากชุดไต่สวนแล้วว่ามีความผิด








