วันที่ 15 ส.ค.69 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางทวีความตึงเครียดขึ้นอย่างหนัก หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กล่าวระหว่างการปราศรัยที่สถาบันตำรวจในรัฐนิวยอร์ก โดยระบุว่า สหรัฐฯ มีแผนจะประกาศให้ “ช่องแคบฮอร์มุซ” เส้นทางลำเลียงพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นดินแดนของสหรัฐฯ หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจทางทหารต่ออิหร่าน
คำกล่าวดังกล่าวส่งผลให้เกิดกระแสต่อต้านจากรัฐบาลเตหะรานในทันที โดยนายคาเซม การีบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ยืนยันว่า ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นของอิหร่านทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต พร้อมระบุว่าการเปิดหรือปิดเส้นทางน้ำแห่งนี้ขึ้นอยู่กับคำสั่งของอิหร่านเท่านั้น ขณะที่เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวรายหนึ่งได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนในเวลาต่อมาว่า คำกล่าวของประธานาธิบดีทรัมป์เป็นเพียงการพูดหยอกล้อ
ในขณะเดียวกัน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ได้ออกมาเปิดเผยว่า เรือบรรทุกน้ำมันของบริษัท Adnoc ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของประเทศ ถูกกองกำลังอิหร่านโจมตีอีกครั้งในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยกระทรวงการต่างประเทศของยูเออีได้ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การโจมตีอันเป็นปฏิปักษ์" และเข้าข่าย "การทำโจรสลัด" โดยกองกำลังปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นการโจมตีเรือของ Adnoc เป็นครั้งที่สองในรอบสัปดาห์ แต่โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ
นายอันวาร์ การ์กาช ที่ปรึกษาประธานาธิบดีแห่งยูเออี ยืนยันว่า ยูเออีจะยังคงปกป้องสิทธิในการเดินเรืออย่างเสรีตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมย้ำว่าจะดำเนินนโยบายที่สุขุมรอบคอบบนพื้นฐานของการป้องกันตนเอง การทูต และการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศต่อไป
สถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการปิดล้อมทางทะเลและการปะทะทางทหาร ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันดิบและสินค้าทางเรือทั่วโลกต้องหยุดชะงักลง จนส่งผลกระทบให้ราคาพลังงานในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง








