ลูกสาวสุดช้ำ จำใจแจ้ง 191 ขอให้ตำรวจเข้าตรวจสอบ หลังพ่อแท้ๆ กลับจากกรุงเทพฯ มาอาศัยบ้านครอบครัวได้เพียงเดือนเดียว ก่อนพาเพื่อนมามั่วสุมเสพยาและทยอยนำทรัพย์สินภายในบ้านไปขายจนแทบเกลี้ยง ทั้งตู้เย็น แอร์ ทีวี โซฟา และของใช้ต่างๆ สุดท้ายตำรวจตรวจปัสสาวะพบสารเสพติด เจ้าตัวยอมรับเสพยา อ้างหาเงินใช้หนี้ ขณะที่ลูกสาวยืนยันไม่ยอมความ ขอให้ดำเนินคดีถึงที่สุด
วันที่ 15 ส.ค.69 ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 จังหวัดอุดรธานี ได้รับแจ้งจากประชาชนขอให้เข้าตรวจสอบชายต้องสงสัย หลังถูกกล่าวหาว่านำทรัพย์สินภายในบ้านพักในพื้นที่ ต.หมากแข้ง อ.เมืองอุดรธานี ไปขายจนเกือบหมด โดยขณะเกิดเหตุยังอยู่ภายในบ้าน หลังรับแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจประสานผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจสอบ พบชายต้องสงสัย 2 รายอยู่บริเวณบ้าน จึงควบคุมตัวไว้ ก่อนประสานตำรวจ สภ.เมืองอุดรธานี นำตัวไปสอบสวนและตรวจสอบข้อเท็จจริง ทราบชื่อผู้ก่อเหตุคือ นายวรากร (สงวนนามสกุล) อายุ 39 ปี และนายพิชัยรัตน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี โดยเจ้าหน้าที่ตรวจปัสสาวะเบื้องต้น พบสารเสพติดในร่างกาย เบื้องต้นผู้ถูกตรวจยอมรับว่าเสพยาเสพติด เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย พร้อมตรวจสอบทรัพย์สินที่ถูกร้องเรียนว่าสูญหาย
นายคาวี วระราช ผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจ เล่าว่า บ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านของหญิงชรา ซึ่งเป็นแม่ของผู้ก่อเหตุ และก่อนหน้านี้ลูกสาวของผู้ก่อเหตุอาศัยอยู่ในบ้าน ผู้ก่อเหตุเพิ่งเดินทางกลับจากกรุงเทพฯ มาได้ประมาณ 1 เดือน ก่อนเข้ามาพักอาศัย แต่กลับมีพฤติกรรมชักชวนเพื่อนเข้ามามั่วสุมเสพยาเสพติดในบ้านเป็นประจำ จนลูกสาวเกิดความหวาดกลัวและต้องย้ายออกไปเช่าหอพักอยู่ข้างนอก ต่อมาผู้ก่อเหตุอาศัยช่วงที่ไม่มีคนอยู่บ้าน ทยอยนำทรัพย์สินออกไปขายหลายรายการ ทั้งตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ โซฟาไม้ โทรทัศน์ และทรัพย์สินอื่นๆ โดยตู้เย็นขายได้เพียง 3,000 บาท ก่อนนำเงินไปซื้ออาหารและยาเสพติด ระหว่างการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบอุปกรณ์การเสพยาเสพติดซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าเดินทาง ทำให้ผู้ก่อเหตุยอมรับว่าเสพยาบ้าคนละ 3 เม็ด และนำทรัพย์สินภายในบ้านไปขายจริง โดยอ้างว่าต้องการหาเงินไปชำระหนี้ที่กรุงเทพฯ
ด้านน.ส.กรวีร์ หรือพิมพ์ อายุ 20 ปี ลูกสาวของนายวรากร ผู้ก่อเหตุ เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า คนที่ก่อเหตุเอาของไปขายเป็นพ่อแท้ๆ เคยต้องโทษในคดีหลอกเอาเงิน และหลังพ้นโทษได้ประมาณปีเศษก็เดินทางไปทำงานที่กรุงเทพฯ กระทั่งกลับมาอยู่บ้าน โดยอ้างว่าฝันเห็นบ้านและต้องการมาช่วยทำบ้าน แต่กลับพาเพื่อนเข้ามามั่วสุมจนตัวเองทนไม่ไหวต้องย้ายออกไปอยู่หอพัก ก่อนหน้านี้เคยพบอุปกรณ์เสพยาในห้องของพ่อ และเพื่อนบ้านโทรศัพท์มาแจ้งเป็นระยะว่ามีคนขนของออกจากบ้าน จนกระทั่งตรวจสอบพบว่าทรัพย์สินหายไปจำนวนมาก ทั้งตู้เย็นขนาดใหญ่ โซฟาไม้ โทรทัศน์ 2 เครื่อง ถังแก๊ส พัดลม และเครื่องปรับอากาศ โดยถึงขั้นงัดห้องนอนของย่าเพื่อถอดแอร์และโทรทัศน์ออกไป
“ที่ผ่านมา ปู่กับย่าต้องคอยตามไถ่ของคืนเป็นประจำ เพราะพ่อมีพฤติกรรมแบบนี้มาตลอด ครั้งนี้หนูเจ็บปวดมากที่ต้องแจ้งความจับพ่อตัวเอง ลึกๆ ก็หวังว่าเขาจะคิดได้ ไม่เคยโกรธและไม่เคยคาดหวังให้พ่อมาเลี้ยงดู ขอแค่กลับมาแล้วอย่าสร้างความเดือดร้อน อย่าเป็นเหมือนเดิม แต่เขาก็ยังไม่หาย” ลูกสาวกล่าวทั้งน้ำตา
ลูกสาวระบุอีกว่า ย่าซึ่งขณะนี้ทำงานอยู่ที่ประเทศเกาหลี ได้โทรศัพท์กำชับว่า ไม่ให้ยอมความอย่างเด็ดขาด และให้ดำเนินคดีกับพ่อแท้ๆ รายนี้จนถึงที่สุด เพื่อให้รับผิดตามกฎหมาย เบื้องต้นตำรวจควบคุมตัวผู้เกี่ยวข้องดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับ ลักทรัพย์และเสพยาเสพติดให้โทษ พร้อมเร่งตรวจสอบรายการทรัพย์สินที่สูญหายและเส้นทางการนำไปจำหน่ายต่อไป








