เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2569 ราคาบิตคอยน์ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังนักลงทุนเพิ่มการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในช่วงปลายปี 2569 จากสัญญาณการดำเนินนโยบายการเงินที่มีความเข้มงวดมากขึ้น ส่งผลให้ปัจจัยบวกที่เคยสนับสนุนการปรับตัวขึ้นของบิตคอยน์ในช่วงก่อนหน้านี้ถูกลดทอนลงอย่างมาก
ณ เวลา 12.31 น. ตามเวลาไทย ราคาบิตคอยน์ร่วงลง 2.8% มาอยู่ที่ระดับ 63,964.6 ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากเผชิญแรงขายอย่างหนักในการซื้อขายเมื่อคืนวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา ภายหลังคณะกรรมการเฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้
แม้ว่าสื่อหลายสำนักจะรายงานเมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ว่า สหรัฐอเมริกาและอิหร่านได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือเอ็มโอยู ผ่านระบบทางไกล เพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างกันและเปิดเส้นทางเดินเรือสำคัญในภูมิภาคตะวันออกกลางอีกครั้ง แต่ปัจจัยดังกล่าวกลับไม่สามารถสร้างแรงหนุนต่อความเชื่อมั่นในตลาดคริปโทเคอร์เรนซีได้มากนัก
ข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นก้าวแรกที่เปิดทางให้ทั้งสองประเทศเดินหน้าการเจรจาเพิ่มเติม เพื่อบรรลุข้อตกลงสันติภาพที่ครอบคลุมและมีความยั่งยืนมากขึ้น โดยประเด็นสำคัญของการหารือในรอบถัดไปจะมุ่งเน้นไปที่โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งเป็นประเด็นที่สหรัฐฯ คัดค้านมาอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ผลการประชุมเฟดล่าสุดยังสะท้อนให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายการเงินจำนวนมากขึ้นเริ่มพิจารณาความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงปลายปี 2569 ท่ามกลางความกังวลว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ เควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ ยังส่งสัญญาณถึงการปรับเปลี่ยนแนวทางการสื่อสารเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ซึ่งยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับตลาดการเงินทั่วโลก
ข้อมูลจาก CME FedWatch ระบุว่า นักลงทุนกำลังให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นต่อโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ภายในสิ้นปี 2569 โดยภาวะอัตราดอกเบี้ยสูงมักส่งผลลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่ขับเคลื่อนด้วยแรงเก็งกำไร เช่น คริปโทเคอร์เรนซี เนื่องจากทำให้นักลงทุนหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าและให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจมากขึ้น อาทิ ตราสารหนี้และพันธบัตรรัฐบาล
แม้ว่าความคืบหน้าของข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะช่วยกระตุ้นบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงบางส่วน แต่กระแสเงินทุนส่วนใหญ่ยังคงไหลเข้าสู่หุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์และผู้ผลิตชิป ซึ่งมีปัจจัยพื้นฐานรองรับการเติบโตในระยะยาว มากกว่าสินทรัพย์ที่พึ่งพาการเก็งกำไรอย่างทองคำและคริปโทเคอร์เรนซี
แนวโน้มดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีเผชิญแรงกดดันจากการไหลออกของเงินทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกองทุนอีทีเอฟแบบสปอตที่ลงทุนอ้างอิงสินทรัพย์คริปโทเคอร์เรนซีโดยตรง ซึ่งยังคงมีการถอนเงินลงทุนออกจากตลาดในระดับที่น่าจับตา
#บิตคอยน์ #Bitcoin #ราคาบิตคอยน์ #คริปโทเคอร์เรนซี #เฟด #ขึ้นดอกเบี้ย #Fed #ตลาดคริปโต #ข่าวเศรษฐกิจ #ลงทุน #สินทรัพย์ดิจิทัล #CMEFedWatch #ETFBitcoin #ตลาดการเงิน #ข่าวการเงินวันนี้








