วันที่ 12 พ.ค.69 รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง และการต่างประเทศ โพสต์คลิป พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Panitan Wattanayagorn ระบุว่า...
สิ้นสุด MOU 2544 : ถกอาเซียน จับมือเปิดสถานทูต เปิดวงคุยต่อและเปิดด่าน? (ตอน 2/2)*
1. พบกันที่ Cebu - เวทีที่กัมพูชาเชี่ยวชาญ
การหารือสามฝ่ายนัดพิเศษระหว่างไทยและกัมพูชาที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิบปินส์ ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 ในวันที่ 7 พฤษภาคมนี้ ที่มีประธานาธิบดี Ferdinand Marcos Jr. เป็นผู้ริเริ่มในฐานะประธานหมุนเวียนอาเซียน ถูกจับตาจากหลายฝ่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะคนที่เป็นกังวลเกี่ยวกับสงครามและคาดหวังว่าจะมีข้อยุติที่ชัดเจน ซึ่งฝ่ายไทยมองว่ากัมพูชายังคงแข็งกร้าว เดินหน้าเชิงรุกในเวทีโลก และเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการทหารตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง ส่วนฝ่ายกัมพูชาก็มองว่าไทยยังครอบครองดินแดนที่ไม่ใช่ของตนอยู่ ไม่ยอมเปิดด่าน และไม่ยอมเจรจากันตามข้อตกลงต่างๆ ที่มีอยู่
2. ผลการเจรจานัดพิเศษ - สัญญาณที่ไม่ชัดเจนของไทย
ไทยและกัมพูชาขึ้นเวทีด้วยความรัดกุม ระมัดระวังตัว รักษาระยะห่าง หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากัน และไม่ขัดแย้งกันจนทำลายบรรยากาศการประชุมสุดยอดของสมาชิกอาเซียน โดยทั่วไป จึงถือว่าการเจรจาผ่านไปด้วยดี และมีแนวโน้มในทางบวกบางอย่าง เช่น การเปิดสถานทูต เปิดช่องทางติดต่อสื่อสาร เตรียมกลับไปเจรจากันในกรอบต่างๆ ตามเดิม จนบางฝ่ายคาดหวังว่าจะมีการเปิดด่านตามแนวชายแดนเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติหากทั้งสองประเทศสามารถฟื้นฟูความสัมพันธ์ให้ดีขึ้นได้ แม้ว่ารัฐบาลไทยได้ออกมาปฏิเสธภายหลังว่าไม่ได้มีประเด็นในการเปิดด่านดังกล่าว
ปธน. Marcos แถลงหลังการประชุมว่าการเจรจา "มีความคืบหน้าหลายเรื่อง ได้หารือกันหลายประเด็น และนำไปสู่ข้อตกลงบางอย่างที่จะหาข้อยุติในอนาคต โดยทั้งกัมพูชาและไทยยืนยันจะรักษาช่องทางสื่อสารให้เปิดไว้ จะอดกลั้นไม่ทำการใดๆ ที่จะสร้างความตึงเครียด" ปธน.ฟิลิปปินส์ยังระบุว่า "ผู้นำทั้งสอง (ไทยและกัมพูชา) เชื่อว่าเวลานี้เป็นเวลาของสันติภาพ ไม่ใช่เวลาที่จะทำสงครามกันอีก" นอกจากนี้ยังระบุว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศได้รับมอบหมายให้ไปเจรจรากันในรายละเอียดที่จะรักษาสันติภาพและเสถียรภาพระหว่างสองประเทศต่อไป รวมทั้งปธน. Marcos ได้แสดงความยินดีที่คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team - AOT) ที่มีฟิลิปปินส์เป็นผู้ประสานงาน ได้รับความเห็นชอบให้ปฎิบัติหน้าที่ต่อไปอีกสามเดือนด้วย (อ้างรายงานใน ASEAN-Philippines 2026, 8 May 2026 และจากรายงานการแถลงข่าวร่วม)
2.1) ท่าทีของกัมพูชา - ยึดหลักการทูตเชิงรุก ตั้งประเด็นเป็นนัยว่าไทยรุกรานและรุกล้ำดินแดน ครอบครองพื้นที่โดยไม่เป็นไปตามหลักสากล ไม่ทำตามกติกาที่ตกลงไว้ ไม่อยู่บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ และได้ยื่นข้อเสนอหลายข้อให้ไทยกลับมาอยู่ในกรอบต่างๆ ตามเดิมที่ได้ตกลงกันไว้ ซึ่งก็เป็นกรอบและข้อตกลงที่กัมพูชามองว่าตนจะได้เปรียบ
หลังการประชุม นายฮุน มาเน็ต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาแถลงว่า "กัมพูชามุ่งเน้นการลดระดับความรุนแรง (de-escalation) และการสร้างมาตรการความไว้ใจ" (trust building measures) และได้เรียกร้องให้ไทยกลับไปใช้กลไกเดิมที่มีอยู่แล้ว “ในทุกประเภท“ เช่น JBC GBC และ RBC อีกทั้งยังได้เรียกร้องให้อาเซียนเพิ่มความเข้มแข็งของคณะผู้สังเกตการณ์ AOT เพื่อให้สามารถดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงและอื่น ๆ และนรม.กัมพูชายังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของภาคประชาชนกัมพูชาที่ช่วยส่งเสริมสันติภาพและความเข้าใจกับไทย เช่น สมาคมมิตรภาพกัมพูชาและไทย เป็นต้น ซึ่งเป็นความพยายามจูงใจให้ผู้ฟังคำนึงถึงประชาชนชาวกัมพูชา โดยเฉพาะที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและไร้ที่อยู่อาศัย ซึ่งในเรื่องนี้ ทางฝ่ายไทยไม่ได้กล่าวถึงภาคประชาชนของไทยโดยตรงแต่อย่างใด
ส่วนเรื่องดินแดนที่กัมพูชากล่าวอ้างว่าไทยยึดครองนั้น นรม.กัมพูชากล่าวว่า "ขอยืนยันอีกครั้งว่า ไม่สามารถกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงเขตแดนกันได้ด้วยกำลัง" (border cannot be changed nor determined by force) หรือไม่สามารถอ้างกันได้ว่าเรื่องเขตแดนที่ได้เปลี่ยนไปแล้วนั้น "จบแล้ว" (a fait accompli - วลีภาษาฝรั่งเศส) นรม.กัมพูชายังได้เรียกร้องให้ไทยนำข้อตกลงในแถลงการณ์ร่วมทั้งฉบับของวันที่ 27 ธันวาคม 2568 มาใช้ทั้งหมดโดยทันที (full and immediate implementation) โดยเฉพาะในข้อที่ 3 ที่ไทยจะต้องประชุม JBC ร่วมกับกัมพูชา โดยจะต้องสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนให้แล้วเสร็จ ซึ่งนรม.กัมพูชาเชื่อว่าหากได้ประชุม JBC กันได้จริง ไทยก็จะต้องยุติการยึดครองพื้นที่และจะเป็นการรับประกันว่า "อธิปไตย ดินแดน และเส้นเขตแดนนั้น จะเป็นไปตามกฏหมายระหว่างประเทศ สนธิสัญญา และข้อตกลงเดิมที่มีอยู่"
ในเรื่องเขตแดนทางทะเล นรม.กัมพูชาระบุว่า ได้เดินหน้าเข้าสู่กระบวนการประนอมภายใต้ UNCLOS แล้วหลังจากไทยถอนตัวจาก MOU44 ซึ่งกัมพูชาเชื่อว่าเป็นหนทางสู่สันติภาพที่ยุติธรรมสำหรับทั้งสองฝ่าย สุดท้ายนรม.กัมพูชายืนยันว่า ยังคงมุ่งมั่นตั้งใจที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและข้อตกลงเดิม รวมทั้งแถลงการณ์ร่วมกัวลาลัมเปอร์ในวันที่ 26 ตุลาคม 2025 และแถลงการณ์ร่วมในวันที่ 27 ธันวาคม 2025
2.2) ท่าทีของไทย - ยึดหลักการทูตดั้งเดิมเชิงอนุรักษ์ มุ่งเน้นความสมานฉันท์ ไม่สร้างปัญหาเพิ่ม ไม่เผชิญหน้าหรือกดดันกัมพูชา และไม่ได้เรียกร้องอะไรเป็นการเฉพาะในที่ประชุม นอกจากเรียกร้องให้กัมพูชาทำตามหลักการทูตที่ดี รักษากติกา และร่วมมือกับไทยเพื่อแก้ปัญหา ทั้งหมดนี้ เป็นการทูตที่ระมัดระวังตัว ไม่ทำอะไรสุ่มเสี่ยง รักษาบรรยากาศที่ดีของการเจรจา รวมทั้งของสมาชิกอื่นๆ ในการประชุมสุดยอดอาเซียน แต่ทั้งหมดนี้ ก็ทำให้เกิดความไม่ชัดเจนว่าแท้จริงแล้วไทยต้องการอะไรจากกัมพูชา ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลโดยรวม
หลังการประชุม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทยแถลงต่อจากกัมพูชาว่า "ทั้งสองประเทศยืนยันจะแก้ไขปัญหาร่วมกัน และเดินหน้าสู่สันติภาพด้วยการเจรจา เพราะจะไม่เกิดความสูญเสียและทุกข์ทรมาน" (loses and suffering) โดยได้เรียกร้อง"ความจริงใจ ยึดมั่น และตั้งใจ" (sincerity, good faith, and determination) จากกัมพูชา นรม.ไทยยังระบุว่าได้ร่วมกับกัมพูชามอบหมายให้รมต.ต่างประเทศของทั้งสองประเทศ ไปทำงานร่วมกันในประเด็นที่จะ "สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกัน" (CBM measures) เห็นพ้องต้องกันและ "ปฏิบัติได้จริงทันที" (issues of common ground and canbe implemented immediately) แต่ให้เป็นไปอย่าง "เป็นขั้นเป็นตอน ที่ละก้าว ในทิศทางเดียวกัน" (step by step in the same direction) ทั้งนี้ เพื่อลดช่องว่างที่ไม่เข้าใจกันและเพิ่มความร่วมมือระหว่างกัน
ในตอนท้ายของถ้อยแถลง นรม.ไทยยังได้ระบุสั้นๆ ว่า ในเรื่องเขตแดนทางบกและทางทะเลนั้น ได้เสนอให้เดินหน้าด้วย "วิธีการที่สร้างสรรค์" (a constructive way) บนหลักการเพื่อนบ้านที่ดี (a spirit of good neighbourliness) โดยไม่ได้ให้รายละเอียดหรือมีข้อเรียกร้องอะไรต่อกัมพูชาโดยเฉพาะ
3. ประเด็นสำคัญที่ไม่ปรากฎบนเวที - กุญแจสำคัญสู่สันติภาพที่หายไป
3.1) การเสริมสร้างกำลังทหารประชิดชายแดนไทย - นอกจากกัมพูชาจะดำเนินการ “เชิงรุก” ในเวทีระหว่างประเทศที่คุ้นเคยแล้ว ยังได้เสริมสร้างความเข้มแข็งของกำลังทหารอย่างต่อเนื่องในพื้นที่สู้รบแบบ “ตั้งรับเชิงรุก” โดยได้นำกำลังเข้ามาประชิดชายแดนไทยในพื้นที่เฝ้าระวัง 10-12 พื้นที่ของจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ เสริมความแข็งแรงของที่ตั้งทางทหาร สร้างบังเกอร์เพิ่มเติม ซ่อมแซมฐานที่มั่น ฐานยิงอาวุธ ปรับปรุงเส้นทางคมนาคมขนส่ง เติมเสบียง อาหารและน้ำ ในบางพื้นที่มีการเพิ่มกำลังพลประจำการหรืออาสาสมัคร มีการฝึกทางยุทธวิธี ลาดตระเวน และเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของไทยอย่างใกล้ชิด บางพื้นที่ได้มีการนำอาวุธหนักหรือยุทโธปกรณ์ที่ได้รับมาใหม่ เข้าประจำการพร้อมกำลังพลที่ได้รับการฝึกฝนเพิ่มเติม บางพื้นที่ได้มีการสั่งการให้เตรียมพร้อมรอรับคำสั่ง และไม่เคลื่อนไหวใดๆ ที่จะทำให้สังเกตได้ง่าย
ทั้งหมดนี้ เป็นการกดดันไทยด้วยกำลังทหารที่สุ่มเสี่ยงต่อการปะทะหรือเกิดสงครามรอบใหม่ รวมทั้งได้มีการใช้อาวุธยิงเตือนกันในบางพื้นที่ ใช้โดรนบินรุกล้ำน่านฟ้าของไทย และล่าสุด จับตัวคนไทยที่เข้าไปในพื้นที่ควบคุม และเกิดกรณีชาวจีนที่สะสมอาวุธสงครามในไทยและเข้าไปร่วมกิจกรรมกับทหารกัมพูชา ซึ่งทั้งหมดนี้ ไทยควรจะนำมาเป็นข้อเรียกร้องต่อกัมพูชาให้แก้ไข เช่น ให้กัมพูชาเคลื่อนย้ายกำลังทหารถอยห่างออกจากการเผชิญหน้า ปรับปรุงการบังคับบัญชากำลังพลให้ดีขึ้น ปราบปรามขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ ฉ้อโกงประชาชน ค้าอาวุธสงคราม รวมทั้งแสดงให้สาธารณชนและนานาชาติทราบว่าปัญหาดังกล่าวเหล่านั้นเป็นอุปสรรคสำคัญในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา
3.2) กรอบทวิภาคีใหม่ - หลังการยกเลิก MOU44 ฝ่ายเดียวของไทย มีความจำเป็นที่จะต้องจัดทำกรอบข้อตกลงสำหรับการเจรจาในเรื่องพื้นที่ทางทะลขึ้นมาใหม่ (รวมถึงพื้นที่ทางบกในอนาคตด้วย) หากไทยไม่ต้องการให้กัมพูชาขยายผลในเวทีนานาชาติ หรือนำข้อพิพาทเรื่องพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อน (Overlaping Cliam Areas: OCA) เข้าสู่สหประชาชาติผ่านกลไกไกล่เกลี่ยของ UNCLOS รวมทั้งป้องกันการเข้ามาแทรกแซงของหลายชาติที่ได้รับสัมปทานในพื้นที่ OCA ไปแล้ว ไทยก็ควรเสนอให้มีการจัดทำ “กรอบการเจรจา” ขึ้นมาใหม่ รวมทั้งเสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการทางเทคนิค (JTC) ใหม่ขึ้นมาทดแทน โดยให้มีผู้แทนที่หลากหลายมากขึ้น มีข้อมูลทางเทคนิคที่แม่นยำขึ้น และเตรียมการให้พร้อมเพื่อป้องปรามในกรณีที่มีการแทรกแซงจากต่างชาติในเรื่องแสวงหาประโยชน์ในพื้นที่ OCA ซึ่งขณะนี้ถือได้ว่าไม่มีข้อตกลงอะไรที่จะต้องคงสถานะเดิมอีกต่อไป
สรุป ในโลกปัจจุบันที่แทบจะ ”ไม่มีกติกา ไม่มีผู้นำ“ (No Rules, No Masters) แล้ว ทั้งสหรัฐฯ รัสเซีย จีน อินเดีย อิหร่าน อิสราเอล ยุโรป หรือประเทศอื่นๆ แม้แต่กัมพูชา ก็ไม่ได้พึ่งพากฎเกณฑ์หรือกติกาแบบเดิมๆ รวมทั้งการทูตแบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่ละประเทศต่างก็มีนโยบาย “ตนเองต้องมาก่อน” ชัดเจนขึ้น บางประเทศก็สร้างกฎเกณฑ์หรือกติกาขึ้นมาใหม่หากทำได้ บางประเทศก็บิดพริ้วไม่ทำตามข้อตกลงเดิมหากไม่จำเป็น แต่ถึงแม้ว่าประเทศเหล่านั้นจะสามารถรักษาผลประโยชน์ของตนได้ในสภาวะโลกที่แปรปรวนเช่นนี้ แต่ก็สร้างปัญหาเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก รวมทั้งต่อประเทศไทยด้วย ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงควรต้องพิจารณาปรับปรุงแนวทางทางการทูตและการเมืองระหว่างประเทศใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งนี้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศไว้ให้ได้และเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาสู่ประเทศและสู่ประชาชน
#ดรปณิธาน #MOU44 #ไทยกัมพูชา #เปิดด่านชายแดน #อาเซียน #เซบู #ฮุนมาเน็ต #อนุทิน #ชายแดนไทยกัมพูชา #ข่าวการเมือง #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline








