ท่ามกลางบรรยากาศการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ณ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ภาพการนั่งลงบนโต๊ะเจรจาตัวเดียวกันระหว่าง นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล และ ฮุน มาเนต ผู้นำกัมพูชา กลายเป็นภาพประวัติศาสตร์ แต่นัยสำคัญที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มทางการทูตนั้น กลับเต็มไปด้วยความกดดันจากกระแสชาตินิยมและการรักษาผลประโยชน์ของชาติ
แม้ทางฝั่งรัฐบาลไทยจะชูตัวเลข “5 เดือนที่ไร้การปะทะ” เป็นผลงานชิ้นโบแดงเพื่อยืนยันว่ากลไกหยุดยิงยังทำงานได้ผล แต่จากหลายบทเรียนที่ผ่านมา ความเงียบอาจหมายถึงการเปลี่ยนสมรภูมิจากการใช้กำลัง มาเป็นการใช้ “จิตวิทยาและการแทรกซึม” แทน
ประเด็นที่กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในขณะนี้ คือกรณีที่มีข่าวว่าชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนพบเห็นกลุ่มบุคคลที่เชื่อว่าเป็น “ทหารกัมพูชา” เข้ามาเคลื่อนไหวในเขตแดนไทย แม้ภายหลังกองทัพบกไทยจะออกมาแถลงแก้ไขสถานการณ์ว่าเป็นการเข้าใจผิด และบุคคลเหล่านั้นคือ “คนไทย” ที่พูดภาษาเขมรได้ไม่ใช่ทหารกัมพูชา
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของนักวิเคราะห์ความมั่นคงและประชาชนในพื้นที่ “การชี้แจง” อาจไม่เพียงพอเท่ากับ “การเฝ้าระวัง”
เพราะต้องไม่ลืมว่า ในอดีต ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชามักมาพร้อมกับการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งสร้างความสูญเสียให้แก่ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ไทยมาโดยตลอด
ประวัติศาสตร์การเมืองโลกสอนเราว่า การลอบเข้ามาวางระเบิดหรือการขยับหลักเขตแดน มักเกิดขึ้นในช่วงที่มีการเจรจา เพื่อสร้าง “อำนาจต่อรอง”
นายกฯ อนุทิน ขึ้นสู่จุดสูงสุดด้วยแรงหนุนจากกระแสปกป้องอธิปไตย ดังนั้นก้าวต่อไปในการเจรจาครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการเดินบนเส้นด้าย ที่เหมือนทางสองแพร่ง
ทางหนึ่ง ในทางระหว่างประเทศ ต้องรักษาภาพลักษณ์ผู้นำที่นิยมสันติภาพ
อีกทางหนึ่ง ในทางความมั่นคง ต้องกำชับกองทัพให้เข้มงวด ไม่ให้เกิดการล่วงล้ำแม้แต่ตารางนิ้วเดียว โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเรื่องการ “วางระเบิด” หรือการแทรกซึมเข้าขุดคูเลต สร้างผลกระทบเส้นเขตแดน
บทพิสูจน์ที่แท้จริงไม่ใช่แค่การไม่มีเสียงปืน แต่คือการที่ชาวบ้านตามแนวชายแดนสามารถออกไปทำมาหากินได้อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องหวาดระแวง
#ไทยกัมพูชา #อนุทิน #ฮุนมาเนต #ความมั่นคง #MOU44 #อาเซียนครั้งที่48








