ผู้การวิศรุฒน์
บทบาทของ “เสธ.เอี่ยว” พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร ยิ่งโดดเด่น มากขึ้น ในรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ถึงขั้นที่ดึงมาเป็นเลขานุการ คณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาล การแก้ไขปัญหาชายแดนใต้
จากเดิมที่เป็นแกนหลักในในการแก้ปัญหาชายแดนไทยกัมพูชาด้วยสันติวิธี ในการเจรจา ภายใต้กรอบของคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย- กัมพูชา หรือ GBC ในฐานะ เลขานุการ GBC
และเป็นมือเจรจาในการทำข้อตกลงกับฝ่ายกัมพูชามาตลอดตั้งแต่แต่ก่อนการสู้รบรอบแรก จนรอบที่สอง และการร่างแถลงหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ “บิ๊กเล็ก” พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ไทย และ พล.อ.เตีย เซรยฮา รมว.กลาโหม กัมพูชา เมื่อ 27 ธ.ค.2568
ด้วยเหตุที่ พล.อ.ณัฐพงษ์ เคยเป็นเจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ทำงานด้านชายแดนและแผนที่มาก่อนที่จะขึ้นเป็นรองเสนาธิการทหาร
พล.อ.ณัฐพงษ์ ร่วมคณะ นายอนุทิน ไปร่วมประชุม 3 ฝ่าย “ฟิลิปปินส์-กัมพูชา-ไทย” เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2569 ที่ผ่านมา ที่ฟิลิปปินส์ ร่วมวงการหารือของ นายอนุทิน กับ พลเอก ฮุนมาเนต นายกฯกัมพูชา และ ปธน. ฟิลิปปินส์ ด้วย เสมือนเป็นการเปิดตัว อย่างเป็นทางการ ในฐานะ ขุนพล ความมั่นคงของ นายอนุทิน
และเมื่อกลับถึงไทย นายอนุทิน ก็พา พล.อ.ณัฐพงษ์ มายืนแผง แถลงผลการหารือ 3 ฝ่าย และการประชุมสุดยอดอาเซียนด้วย พร้อมบอก ให้สื่อถาม “พี่เอี่ยว” ได้ ก่อนชื่นชมว่า ที่ผ่านมา ส่งไปเจรจา คนนี้ไม่มีทำให้ผิดหวัง
ในห้วงก่อนการสู้รบ รอบ1 และ รอบ 2 ทุกครั้งของการเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชา จะมี พล.อ.ณัฐพงษ์ เป็นหลักสำคัญ และเป็นผู้ที่พยายามเจรจาต่อรองเพื่อความได้เปรียบฝ่ายเขมร และจะยากเพราะเขมรเองก็ระมัดระวังและไม่ยอมเสียเปรียบ
แต่อย่างไรก็ตาม พล.อ.ณัฐพงษ์ ก็สามารถที่จะบรรจุ ข้อ 2 ไว้ในถ้อแถลงร่วมวันหยุดยิง ให้ยอมรับ ว่ากำลังของฝ่ายใดอยู่ตรงไหนคืออยู่ตรงนั้น และสามารถที่จะปรับพื้นที่ได้ แต่ไม่เพิ่มกำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์
แต่ก็ต้องมี ข้อ 3 ตามมาไม่เช่นนั้นฝ่ายกัมพูชาก็จะไม่ยอมลงนาม คือ เส้นเขตแดนตามถ้อยแถลงนี้ไม่ถือว่าเป็นเส้นเขตแดนถาวร โดยต้องให้คณะกรรมาธิการร่วมเขตแดน หรือ JBC ประชุมเพื่อแบ่งปันเขตแดนกัน ต่อไป
และคาดว่าบทบาทของ พล.อ.ณัฐพงษ์ จะรับบทสำคัญในคณะกรรมาธิการร่วมเขตแดน JBC ที่รัฐบาลกำลังพิจารณาคัดเลือกตัวบุคคลที่จะมาเป็นประธาน JBC ว่าจะเป็นพลเรือนที่เป็นนักกฎหมายและเป็นนักการทูต หรือจะเอาอดีตบิ๊กทหาร ในสายความมั่นคง แต่ถึงอย่างไรก็คาดว่าจะมี พล.อ.ณัฐพงษ์ ในฐานะตัวแทนของกองบัญชาการกองทัพไทยเป็นคีย์แมนหลัก
นอกจากต้องรับผิดชอบด้านชายแดนไทยกัมพูชาแล้ว พล.อ.ณัฐพงษ์ ยังต้องร่วมแก้ปัญหาความสงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยด้วย โดยได้รับหน้าที่ เลขานุการคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้คณะใหม่ที่กำลังจะตั้งขึ้น และคาดว่าจะมีนายศรีศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลฝ่ายความมั่นคงในมิติการต่างประเทศและรัฐมนตรีต่างประเทศ เป็นประธาน ซึ่งแตกต่างจากคณะผู้แทนพิเศษที่เคยตั้งมาในหลายรัฐบาลที่ส่วนใหญ่จะเป็นอดีตทหารที่เติบโตมาจากกองทัพภาค 4
เหตุที่ต้องเป็น พล.อ.ณัฐพงษ์ ไม่ใช่แค่เพราะมีประสบการณ์การทำงานชายแดน มาตลอดหลายปี เท่านั้นแต่ยังเพราะเป็นเตรียมทหารรุ่น 26 ซึ่งเป็นแกนนำรุ่น และเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว. กลาโหมที่ร่วม เป็นรองประธาน คณะผู้แทนพิเศษชุดนี้ด้วย
และการเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ “บิ๊กปู” พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ และ “บิ๊กคิม” พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ. และระดับคีแมนของทุกเหล่าทัพทำให้การประสานงานกับกองทัพความสะดวกราบรื่น รวมถึงกับ “บิ๊กเติ่ง” พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาค 2 ที่ก็เป็นเพื่อนร่วมรุ่นเกมทหารรุ่น 26
ย้อนกลับไปตั้งแต่การรัฐประหารปี 2557 พล.อ.ณัฐพงษ์ นายเวลานั้นเป็นนายทหารฝ่ายเสนาธิการของ “บิ๊กหนุ่ย” พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ คีแมนของกองทัพบกในยุคที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น ผบ.ทบ และ เป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 12 ก่อนที่ต่อมา พล.อ.ดาว์พงษ์ จะได้เป็น รมว. ศึกษาธิการ โดยมี พล.อ.ณัฐพงษ์ เป็นเลขาอนุการ รมว. ศึกษาธิการ และมีประสบการณ์ในการทำงานในด้านการบริหารในรัฐบาล มาด้วย
แม้ เบื้องต้นจะคาดกันว่าได้เป็นเลขานุการคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลฯ ที่คาดว่าคำสั่งจะออกในอีกไม่ช้านี้ แต่ก็เป็นที่จับตามองกันว่าในช่วงการโยกย้ายปลายปี พล.อ.ณัฐพงษ์ จะย้ายโอนข้ามจากกองทัพไทย มาอยู่ทำเนียบรัฐบาล สำนักนายกรัฐมนตรี นั่งเก้าอี้เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) หรือไม่ แม้ว่านายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสมช คนปัจจุบันจะยังไม่เกษียณ โดยมีอายุราชการถึงตุลาตุลาคม 2570 ก็ตาม
ด้วย เพราะนายอนุทิน ต้องการ จะจัดระบบด้านการข่าว และความมั่นคงใหม่ และปรับเปลี่ยนตัวบุคคลใหม่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ขณะที่มีรายงานว่าฝ่ายกองทัพและความมั่นคง ต้องมีการปรับรูปแบบการทำงาน งานการและการเตรียมพร้อมที่รอบด้านมากขึ้น
ทั้งด้วยสถานการณ์โลก และในภูมิภาค และภัยคกคามรูปแบบใหม่ รวมทั้ง การสู้รบกับกัมพูชา ที่แม้จะเป็นช่วงหยุดยิง แต่ก็มีความเสี่ยง ที่จะเกิดการปะทะรอบใหม่ กองทัพในฐานะกำลังหลักของฝ่ายความมั่นคง ได้วางแผนรับมือภัยคุกคาม ที่เรียกว่า ความมั่นคงแบบองค์รวม หรือการป้องกันประเทศแบบองค์รวม Total Defence เพราะจากสถานการณ์ต่างๆ ทำให้เห็นว่า การป้องกันประเทศ ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายทหาร เท่านั้น แต่ในยามสงคราม หรือแม้แต่หากเกิดการก่อการร้าย ทุกส่วนในประเทศ ต้องร่วมมือกัน แต่สังคมไทย ยังไม่ตระหนักว่า ทุกคนมีหน้าที่ด้วย แต่มองว่า เป็นงาน เป็นหน้าที่ของ ทหาร ตำรวจ ฝ่ายความมั่นคง
แต่ทว่า Total Defence คือการตระหนักว่า ในเวลาวิกฤต หรือสงคราม ไม่ใช่หน้าที่ของทหารอย่างเดียว แต่ภาคธุรกิจ ภาคประชาชน สื่อ และรัฐ ต้องทำงานร่วมกันทั้งประเทศ โดยที่ฝ่ายทหารเองก็ต้องมองว่า ภาคธุรกิจคือ ส่วนหนึ่งของความมั่นคงชาติ เพราะในภาวะสงครามหรือวิกฤต ประเทศจะอยู่รอดไม่ได้ หาก: ไฟฟ้าหยุด ,น้ำมันขาด ,ระบบสื่อสารล่ม,อาหารส่งไม่ได้, ธนาคารหยุด หรือระบบธนาคารล่ม ,อินเตอร์เน็ตถูกโจมตี ระบบโลจิสติกส์ หยุด ดังนั้นภาคเอกชน จึงถูกมองเป็น Strategic Asset เช่น พลังงาน,โทรคมนาคม,ขนส่ง,โรงงานอาหาร,ไอที,โรงพยาบาล,ซัพพลายเชน ซึ่งทั้งหมดนี้ คือ “แนวหลังของประเทศ”
ดังนั้น กองทัพและฝ่ายความมั่นคงจะต้องการทำแผนการฝึกร่วมกัน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือในยามวิกฤตหรือยามสงคราม เพื่อให้รู้ว่า ใครต้องทำหน้าที่อะไร และเตรียมระบบป้องกันของตนเองอย่างไร ต้องประสานกับฝ่ายความมั่นคงอย่างไร
ที่สำคัญ ต้องเตรียมรับ “Grey Zone” หรือ Hybrid Threat ภัยคุกคามลูกผสม เช่น Cyber Attack, Fake News, GPS Jamming, Drone Disruption, Supply Chain Sabotage, Energy Shock, Financial Panic และ Social Media Manipulation เพราะว่า “ประเทศอาจถูกโจมตี โดยยังไม่ประกาศสงคราม หรือ เริ่มต้นสู้รบ
ดังนั้น ภาคธุรกิจต้องมี “Continuity Plan” ทุกองค์กรต้องพร้อม ถ้าเกิดวิกฤตขึ้น จะดำเนินงานต่อได้หรือไม่ อยู่ได้กี่วันพนักงานสื่อสารกันอย่างไร ระบบสำรองมีหรือไม่ ถ้าไฟดับ อินเทอร์เน็ตล่ม จะทำอย่างไร ถ้าซัพพลายขาด จะใช้แผนอะไร ดังนั้น จึงไม่ใช่แค่ “เอาตัวรอด” แต่ “ประเทศต้องเดินต่อ” และต้องมี ระบบสำรอง ทั้ง พลังงานสำรอง , Data Backup, การสื่อสารสำรอง, Supplier สำรอง และ เส้นทางขนส่งสำรองเพราะหาก ระบบที่ไม่มี Back up ก็จะเกิดระบบล่มในวันวิกฤต
ดังนั้น ภาครัฐ และ เอกชน ต้องซ้อมร่วมกัน เตรียมพร้อมไว้ ไม่ใช่ ต้องรอให้เกิดเหตุจริง จึงต้องมี Crisis Exercise และ Tabletop Exercise และ National Preparedness และ Information Sharing ในขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องรู้ว่าบริษัทไหนสำคัญ และ จุดอ่อนของประเทศ มีอะไรบ้าง ตรงไหน ส่วนเอกชน ก็ต้องรู้ว่า จะประสานรัฐอย่างไร ใครคือผู้สั่งการ ช่องทางข่าวสารจริง อยู่ที่ใด ที่สำคัญ จะต้องมี “Resilience ความสามารถของประเทศ ที่ล้มแล้ว ลุกได้เร็ว” ซึ่งสำคัญพอๆ กับอาวุธยุทโธปกรณ์ ประเทศไทยจึงต้องสร้าง National Resilience Frameworkและต้องไม่แยก ความมั่นคง, เศรษฐกิจ, ภัยพิบัติ ,Cyber และ พลังงาน ออกจากกัน จนมากเกินไป เพราะในโลกใหม่ ทุกอย่างต้องเชื่อมกัน
นอกจากนั้น ไทยควรมี National Crisis Framework และ Joint Information Center รวมทั้ง Economic Resilience Cell, Energy Information Cell, Cyber และ Social Listening War Room พร้อมกันนี้ ภาคเอกชนต้องถูกดึงเข้าระบบความมั่นคง ทั้งปั๊มน้ำมัน และระบบโทรศัพท์มือถือ ทุกค่าย , โลจิสติกส์, ท่าเรือ, 7-Eleven, โรงไฟฟ้า และ Cloud/Data Center และ ต้องกำหนด Crisis SOP, National Coordination Plan, Secure Communicationและ Backup Operations
ทั้งนี้เพื่อเตรียมพร้อมรับ “Hybrid Warfare” โดยเฉพาะ: ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร IO และ Fake News การถูกโจมตีทางไซเบอร์ Cyber Attack , Drone Threat, GPS Spoofing, Energy Shock, Panic Buying และ Financial Disinformation ซึ่งเป็น รูปแบบสงครามยุคใหม่ ที่ไม่จำเป็นต้องยิงก่อน หรือ เริ่มการสู้รบ ประเทศ ก็ปั่นป่วนได้
ดังนั้น แนวคิด “Total Defence” มีความสำคัญ เพราะทหาร เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถป้องกันประเทศได้ แต่ต้องมี: ประชาชน สื่อ เอกชน ภาค อุตสาหกรรมพลังงาน และ Digital Infrastructure ร่วมกัน ประเทศไทยจะสามารถต่อยอดสู่: “ความมั่นคงแบบทั้งชาติ” หรือ Whole-of-Nation Security ได้
นอกจากนั้น การสื่อสาร เป็นเรื่องสำคัญมาก ทั้ง ข่าวจริง ความโปร่งใส การลด การตื่นตระหนกและการสื่อสารเชิงรุก เพราะ “ความกลัว” ทำลายประเทศได้เร็วกว่าอาวุธ
ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Truth on the Ground, Evidence-based Communication, Strategic Communication และ Public Confidence Management เพื่อให้ประเทศจะอยู่รอดอย่างไร เมื่อโลกเข้าสู่ยุควิกฤตต่อเนื่อง โดยที่ ท้้งความพร้อมของประชาชน ภาคธุรกิจ นั้น สำคัญพอๆ กับกองทัพ
เพราะจากการสู้รบ กับกัมพูชาที่ผ่านมา ประชาชนคนไทยได้รับทราบด้วยตนเองแล้ว ทุกคนต้องมีส่วนร่วม ในฐานะกองหลังกองหนุน ฝ่ายทหาร แต่การสู้รบที่ผ่านมาไทยยังไม่ได้ถูกโจมตี ในส่วนอื่น แต่ก็ต้องเตรียมพร้อม รวมถึงป้องกันการถูกโจมตีทางไซเบอร์ ที่จะทำให้ระบบต่างๆเป็นอัมพาต ทางเอกชนและภาครัฐ จึงต้องร่วมมือกัน อย่างเหนียวแน่นและกว้างขวางครอบคลุมในทุกมิติ
#เสธเอี่ยว #อนุทิน #TotalDefence #ความมั่นคง #ชายแดนใต้ #ไทยกัมพูชา #กองทัพไทย #siamrathonline








