ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปิดปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อวันอังคารที่ 7 กรกฎาคม หลังสหรัฐอเมริกาประกาศเพิกถอนใบอนุญาตการขายน้ำมันดิบของอิหร่าน ภายหลังเกิดเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้นักลงทุนกังวลต่อความเสี่ยงด้านอุปทานและความปลอดภัยของเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนสิงหาคม ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.89 ดอลลาร์ หรือ 2.76% ปิดที่ 70.44 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ส่งมอบเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 2.17 ดอลลาร์ หรือ 3.01% ปิดที่ 74.16 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ปัจจัยสำคัญที่หนุนราคาน้ำมันมาจากการที่สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างชาติของสหรัฐฯ (OFAC) ภายใต้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเพิกถอนใบอนุญาตที่เคยอนุญาตให้มีการขายน้ำมันดิบของอิหร่าน หลังจากอิหร่านถูกกล่าวหาว่าโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งรวมถึงเรือขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของกาตาร์
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดกังวลว่าความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางอาจส่งผลกระทบต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของโลก อีกทั้งยังสะท้อนถึงความเปราะบางของข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า การกระทำของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ และยืนยันว่าอิหร่านจะต้องเผชิญกับผลลัพธ์จากการดำเนินการดังกล่าว ส่งผลให้ตลาดพลังงานยังคงจับตาพัฒนาการของสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความกังวลว่าความขัดแย้งอาจส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลกต่อไป








