ร้อยเอก ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ
รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
พิธีไว้อาลัย อยาตอลลาฮ์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน อาจมิได้เป็นเพียงพิธีกรรมแห่งความโศกเศร้าต่อการจากไปของบุคคลสำคัญเท่านั้น แต่อาจเป็น “ฉากการเมือง” ฉากใหญ่ที่เปิดเผยให้เห็นหน้าตาของรัฐอิหร่านร่วมสมัย ทั้งในมิติของอำนาจ ความชอบธรรม ความเป็นเอกภาพภายในประเทศ และการส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ต่อโลกภายนอก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และรัฐในตะวันออกกลางที่กำลังจับตาทิศทางใหม่ของเตหะรานอย่างใกล้ชิด วันนี้มาวิเคราะห์เรื่องนี้กันครับ
ภาพประชาชนจำนวนมหาศาลที่ออกมาร่วมขบวนไว้อาลัยในกรุงเตหะราน แสดงให้เห็นว่าในระบอบการเมืองอิหร่าน “พิธีกรรม” ไม่ใช่เรื่องทางศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่สามารถเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่รัฐใช้ในการยืนยันความต่อเนื่องของระบอบ การเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดในบริบทที่อิหร่านเพิ่งเผชิญแรงกดดันจากภายนอก ทำให้พิธีศพกลายเป็นเวทีแสดงพลังของชาติ มิใช่เพียงเพื่อไว้อาลัยต่อผู้นำ แต่สามารถเป็นข้อความเพื่อประกาศว่าอิหร่านยังไม่แตก ยังไม่ถอย และยังสามารถรวมผู้คนไว้ภายใต้สัญลักษณ์เดียวกัน
สิ่งที่น่าสนใจจากพิธีไว้อาลัยครั้งนี้มีหลายประการ ประการแรก พิธีนี้สะท้อนให้เห็น “ระบอบอิหร่าน” ที่ตั้งอยู่บนการผสมผสานระหว่างศาสนา การปฏิวัติ และชาตินิยม ผู้นำสูงสุดมีความสำคัญไม่ใช่เพียงผู้บริหารรัฐ แต่เป็นสัญลักษณ์ของอุดมการณ์การปฏิวัติอิสลามไปพร้อมๆกัน เมื่อผู้นำเช่นนี้จากไป รัฐได้เปลี่ยนความสูญเสียให้กลายเป็นพลังทางการเมือง การรวมตัวของประชาชนจึงถูกทำให้มีความหมายมากกว่า “ความอาลัย” แต่กลายเป็นการลงประชามติทางอารมณ์ว่า ระบอบนี้ยังมีฐานสนับสนุน ยังมีศรัทธา และยังสามารถสร้างภาพความเป็นหนึ่งเดียวของชาติได้
ประการที่สอง พิธีไว้อาลัยนี้สะท้อน “ชาตินิยมภายใต้แรงกดดัน” ในหลายๆประเทศ ความขัดแย้งภายนอกมักทำให้ความแตกแยกภายในถูกพักไว้ชั่วคราว อิหร่านก็เช่นเดียวกัน แม้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สังคมอิหร่านเผชิญความไม่พอใจจากประชาชน ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ การประท้วง และความตึงเครียดระหว่างรัฐกับคนรุ่นใหม่ แต่เมื่อผู้นำสูงสุดเสียชีวิตเพราะสงครามกับมหาอำนาจ ความโศกเศร้าจึงถูกแปรเป็นความรู้สึกร่วมของชาติ ประชาชนจำนวนมากอาจไม่ได้มีจุดยืนทางการเมืองเหมือนกันทั้งหมด แต่ในห้วงเวลาเช่นนี้ “ความเป็นอิหร่าน”ถูกยกขึ้นมาอยู่เหนือความแตกต่างภายในใดๆทั้งปวง
ประการที่สาม พิธีดังกล่าวคือ “การสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์” ต่อโลกภายนอก อิหร่านมิได้จัดพิธีศพเพื่อประชาชนของตนเท่านั้น แต่จัดให้โลกได้เห็นภาพฝูงชน การปรากฏตัวของเจ้าหน้าที่ระดับสูง สื่อมวลชนต่างชาติ และถ้อยคำต่อต้านศัตรูภายนอก ที่ล้วนเป็นการส่งสารว่าอิหร่านมิได้อ่อนแอหลังการสูญเสียผู้นำ ในทางตรงกันข้าม อิหร่านสร้างการยืนยันว่าแรงกดดันจากภายนอกไม่สามารถทำลายแกนกลางของระบอบได้ โดยใช้ความตายของผู้นำให้กลายเป็นทุนทางการเมืองและยุทธศาสตร์
นอกจากนี้ พิธีนี้ยังเผยให้เห็นฉากหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านอำนาจที่ละเอียดอ่อน ในรัฐที่ผู้นำสูงสุดมีบทบาทเหนือโครงสร้างการเมืองทั่วไป การจากไปของผู้นำย่อมทำให้เกิดคำถามว่า ใครจะเป็นผู้สืบทอดอำนาจ? อำนาจของอุดมการณ์ปฏิวัติจะเพิ่มขึ้นหรือไม่? สถาบันศาสนาจะรักษาบทบาทนำได้เพียงใด? และประชาชนจะยอมรับสมดุลอำนาจใหม่หรือไม่? คำถามเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของความละเอียดอ่อนในช่วงเปลี่ยนผ่านทั้งสิ้น การที่พิธีศพถูกจัดอย่างใหญ่โตจึงเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความละเอียดอ่อนเหล่านี้ไม่ให้กลายเป็นความหวั่นไหวและความไม่มั่นคงทางการเมือง
หากวิเคราะห์ต่อเนื่อง อาจมองได้ว่า พิธีไว้อาลัยที่มีผู้นำจากทั่วโลกเดินทางไป อาจเป็นการประกาศจุดยืนว่า อิหร่านจะยังคงมีพลังในทางการเมืองระหว่างประเทศ และภูมิภาคตะวันออกกลาง และอาจต้องการเป็นแกนกลางของแนวต้านในภูมิภาค ไม่ว่าจะในประเด็นอิสราเอล ช่องแคบฮอร์มุซ โครงการนิวเคลียร์ หรือเครือข่ายพันธมิตรในตะวันออกกลาง รายงานของ Reuters ได้ชี้ว่าพิธีครั้งนี้เชื่อมโยงกับการส่งสัญญาณเรื่องอำนาจต่อรองของอิหร่านในภูมิภาค โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ของพลังงานโลก
อย่างไรก็ดี ภาพฝูงชนจำนวนมากมิได้หมายความว่าอิหร่านไม่มีความเปราะบาง ตรงกันข้าม ยิ่งรัฐต้องแสดงออกถึงเอกภาพมากเท่าใด ก็อาจสะท้อนถึงรอยร้าวภายในมากเท่านั้น ความโศกเศร้าร่วมกันอาจสร้างความเป็นหนึ่งเดียวในระยะสั้น แต่ไม่อาจลบปัญหาเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ การเรียกร้องเสรีภาพ และปัญหาที่คาราคาซังอยู่ในสังคมได้ทั้งหมด
พิธีศพจึงเป็นทั้ง “ภาพของพลัง” ที่โชว์พลังของอิหร่านให้โลกได้เห็น และ “พลังของภาพ” หรือการสร้างพลังให้กับภาพที่ต้องการสื่อ เพื่อปกปิดความกังวลจากความไม่แน่นอนที่รออยู่หลังม่านพิธีกรรม ไปพร้อมๆกัน แต่สิ่งใดจะมีพลังมากกว่ากันก็คงยากแท้หยั่งถึง และยากจะตอบได้
แต่เชื่อได้ว่า แม้ผู้นำจะจากไป แต่อุดมการณ์ ความทรงจำ และความขัดแย้งอาจยังคงอยู่
ในการเมืองระหว่างประเทศ การยุติสงครามอาจมิใช่บทปิดท้ายของความขัดแย้ง เช่นเดียวกัน พิธีศพก็อาจมิใช่บทปิดท้ายของยุคสมัย จะว่าไปแล้ว ทั้งสองสิ่งล้วนอยู่ในสมการพลวัตรทางการเมืองที่หามีสิ่งใดแน่นอนได้ไม่ ทั้งสองสิ่งจึงอาจเป็นฉากเปิดของความขัดแย้งบทใหม่ หรือความขัดแย้งเดิมที่จะยืดเยื้อต่อไปในอนาคต ก็เป็นได้
เอวัง
ขอบคุณภาพจาก AFP








