จากกรณี ข่าวกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส)ได้จัดตั้งโครงการ TH-AI Passport ซึ่งเป็นบิ๊กโปรเจกต์แจกสิทธิ์ AI สำหรับการใช้งานให้แก่ประชาชนฟรี นั้น
ล่าสุดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ออกมายืนยันการดำเนินโครงการ “TH-AI Passport” เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างทุกขั้นตอน พร้อมเดินหน้าแจกสิทธิ์ใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ฟรีแก่ประชาชน 5 ล้านคนทั่วประเทศ เพื่อยกระดับทักษะดิจิทัล ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ถึงกระแสคัดค้านโครงการ TH-AI Passport ว่า จะไม่มีการชะลอโครงการ และพร้อมเปิดให้ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน เนื่องจากมองว่าหากดำเนินการล่าช้าอาจทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในการพัฒนาด้านเทคโนโลยี AI
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ระบุว่า โครงการดังกล่าวให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความโปร่งใส โดยการจัดหาสิทธิ์ใช้งาน AI จำนวน 5 ล้านสิทธิ พบว่ามีต้นทุนเฉลี่ยเพียงประมาณ 27 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งต่ำกว่าราคาที่บางประเทศจัดหาได้หลายเท่า ครอบคลุมทั้งสิทธิ์ใช้งานระบบ AI คอร์สเรียน และเนื้อหาพัฒนาทักษะดิจิทัล พร้อมเตรียมเผยแพร่รายละเอียดโครงการต่อสาธารณชนอย่างครบถ้วนภายในสัปดาห์หน้า
ด้านนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แถลงชี้แจงกระบวนการดำเนิน “โครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport)” ว่า โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล ที่มุ่งสร้างศักยภาพด้านดิจิทัลให้ประชาชนรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI
ปัจจุบันเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยมีมูลค่ากว่า 5.91 ล้านล้านบาท จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและบุคลากรให้พร้อมรองรับเทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะการส่งเสริมการเรียนรู้และการใช้งาน AI ในวงกว้าง
ปลัดกระทรวงดีอี กล่าวว่า โครงการ TH-AI Passport มีเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัล เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยี AI อย่างเท่าเทียม และสอดคล้องกับนโยบาย Upskill และ Reskill ของกระทรวงดีอี
สำหรับกระบวนการดำเนินงาน เริ่มต้นหลังการมอบนโยบายเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 โดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) จัดทำรายละเอียดโครงการก่อนเสนอให้คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องพิจารณาและอนุมัติตามลำดับ
กระทรวงดีอีชี้แจงว่า โครงการนี้ใช้งบประมาณจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE Fund) ซึ่งเป็นเงินนอกงบประมาณ จึงไม่จำเป็นต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ แต่ดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายตามพระราชบัญญัติการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2560 อย่างถูกต้อง
ในส่วนของการจัดซื้อจัดจ้าง ได้ดำเนินการผ่านระบบประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ตามระเบียบของกรมบัญชีกลาง เริ่มจากการประกาศแผนจัดซื้อจัดจ้างเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง TOR ระหว่างวันที่ 15-22 ธันวาคม 2568 ก่อนประกาศเชิญชวนและเปิดให้เอกชนยื่นข้อเสนอ
มีผู้เข้าร่วมเสนอราคาทั้งสิ้น 3 กลุ่ม โดยกิจการค้าร่วมทีเอชได้รับการคัดเลือกเป็นผู้ชนะการประมูล ด้วยวงเงิน 1,621 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลางที่กำหนดไว้ 1,650 ล้านบาท หรือประมาณ 1.76%
กระทรวงดีอีระบุว่า ขอบเขตงานของโครงการไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะการให้สิทธิ์ใช้งาน AI เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทดสอบก่อนและหลังใช้งาน การจัดอบรม การประชาสัมพันธ์ การแข่งขันด้าน AI และกิจกรรมสร้างการเรียนรู้ตลอดระยะเวลาโครงการ
นอกจากนี้ ยังมีการจัดอบรมผู้ดูแลศูนย์ดิจิทัลชุมชน 2,222 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงกิจกรรม Boot Camp ถ่ายทอดความรู้ด้าน AI ให้กับประชาชนใน 4 ภูมิภาค จำนวนรวม 4,000 คน พร้อมจัดการแข่งขันด้าน AI เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลการใช้งาน AI ภายใต้โครงการ ซึ่งผ่านกระบวนการปกปิดตัวตนของผู้ใช้งานแล้ว จะถูกนำไปใช้ต่อยอดการพัฒนา ThaiLLM หรือโมเดลภาษาขนาดใหญ่สำหรับภาษาไทย เพื่อสนับสนุนการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ของประเทศในอนาคต
สำหรับสิทธิ์ที่ประชาชนจะได้รับภายใต้โครงการ TH-AI Passport ประกอบด้วยการเข้าถึง Generative AI ระดับ Pro และ Premium จากผู้ให้บริการ 14 ราย รวม 24 โมเดล อาทิ Gemini, ChatGPT, Grok, Claude และ Typhoon จำนวน 5 ล้านสิทธิ เป็นระยะเวลา 12 เดือน โดยมีต้นทุนจัดหาเฉลี่ยประมาณ 27.5 บาทต่อคนต่อเดือน จากเดิมที่ผู้ใช้งานต้องเสียค่าใช้จ่ายราว 600 บาทต่อเดือน
ทั้งนี้ กระทรวงดีอีตั้งเป้าหมายผลักดันอัตราการใช้งาน AI ของประเทศไทยให้เพิ่มขึ้นเป็น 20% ภายในปี 2570 จากระดับ 10.7% ในปี 2568 เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ ลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว








