เปิดมุมมอง Leader กับ นวัตกรรมแห่งความใส่ใจในสุขภาพ “ผู้ว่าฯชัชชาติ” ชี้ต้องตอบโจทย์คนเป็นหลัก ผุดแอปฯ ร้องเรียน เปลี่ยนการทำงานข้าราชการ รับคำสั่งจากประชาชน แทนหันหน้าเข้าหาผู้บังคับบัญชา ด้านจุฬาฯ ชูตัวอย่างนราธิวาส ใช้ “นวัตกรรมเชิงระบบ” แก้ปัญหาสูบบุหรี่ ส่วน มก.ใช้เทคโนโลยีเลิกบุหรี่ ขณะที่ “รพ.พญาไท 2” เผย 6 เสาหลักการมีชีวิตยืน “รพ.กรุงเทพ” ห่วงปัญหาความโดดเดี่ยวในสังคม
เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2569 ที่อาคารอิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี ภายในงานประชุมวิชาการประจำปี HA National Forum ครั้งที่ 26 ระหว่างวันที่ 10-13 มี.ค. 2569 มีการจัดงานเสวนา เรื่อง “Compassionate Innovation towards Healthy Life นวัตกรรมแห่งความใส่ใจในสุขภาพ” โดยมี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณะแพทยศาสตร์ จุพาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รศ.นพ.สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา คณะแพทยศาลตร์ ม.เกษตรศาสตร์, พญ.กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี รพ.พญาไท 2. , นพ.อโณทัย สุ่นสวัสดิ์ รพ.กรุงเทพ และ พญ.อารยา ทองผิว รพ.พญาไท พหลโยธิน
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ตอนนี้ทุกคนพูดถึงเรื่อง Innovation กันเยอะ แต่คิดว่าสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่เทคโนโลยีอย่างเดียว เพราะเมืองไม่ได้หมายถึงตึกหรือเทคโนโลยี เมืองคือคน เวลาพูดถึง Smart City หลายคนจะนึกถึงเทคโนโลยีมากมาย อาคารอัจฉริยะ ระบบต่าง ๆ แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง แม้จะมีตึกสวยแค่ไหน แต่ถ้ายังมีคนไร้บ้านนอนอยู่ข้างถนน เมืองนั้นก็ยังไม่ได้ตอบโจทย์คนจริง ๆ ดังนั้น นวัตกรรมต้องตอบโจทย์คนเป็นหลัก
“เหมือนกับในระบบเฮลท์แคร์ บางครั้งเราอาจจะโฟกัสเทคโนโลยีใหม่มากเกินไป แต่สุดท้ายต้องกลับมาที่คนไข้ หมอ พยาบาล และผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง ผมเคยอ่านหนังสือที่พูดถึงการสร้างนวัตกรรม เขาบอกว่านวัตกรรมที่ดีต้องมีจุดตัดของ 3 อย่าง คือ หนึ่ง ต้องเป็นสิ่งที่คนต้องการจริง สอง ต้องมีความคุ้มค่าทางธุรกิจหรือการลงทุน และสาม เทคโนโลยีต้องสามารถทำได้จริง ถ้าสามอย่างนี้มาบรรจบกัน ก็จะเกิดนวัตกรรมที่ใช้ได้จริง” นายชัชชาติ กล่าว
นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า อีกเรื่องที่สำคัญมากคือ เทคโนโลยีไม่สามารถตั้งคำถามเองได้ คนต่างหากที่ต้องตั้งคำถาม แล้วใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการตอบคำถาม อีกทั้ง ตอนเข้ามาเป็นผู้ว่าฯ ใหม่ ๆ หลายคนบอกว่าปัญหาของกรุงเทพมหานคร คือ ไม่มีงบประมาณ แต่คิดว่าไม่ใช่ ปัญหาคือ ความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน ประชาชนไม่ไว้ใจเรา เราก็ไม่ค่อยไว้ใจประชาชน พอมีปัญหา ประชาชนร้องเรียน เราก็คิดว่าเรารู้ดีที่สุด ระบบแบบนี้มันทำลายความไว้วางใจ
“ผมคิดว่าหัวใจของ Innovation ในอนาคตคือ Trust หรือความไว้วางใจ เรื่องนี้สำคัญกับทุกระบบ รวมถึงระบบ Healthcare ด้วย ถ้าไม่มีความไว้วางใจ ระบบก็เดินต่อไม่ได้”
อย่างไรก็ตาม กรุงเทพมหานครพยายามสร้างความไว้วางใจโดยให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม เช่น แอปพลิเคชัน Traffy Fondue ที่ให้ประชาชนถ่ายรูปปัญหาในพื้นที่แล้วส่งเข้ามาได้เลย ระบบจะรู้ทันทีว่าปัญหาอยู่เขตไหน แล้วส่งต่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบแก้ไข
นายชัชชาติ กล่าวอีกว่า วันที่เราเปิดแอปวันแรก มีคนแจ้งปัญหาเข้ามากว่า 20,000 เรื่อง ข้าราชการตกใจกันมาก เพราะที่ผ่านมาไม่เคยรับคำสั่งจากประชาชนโดยตรง แต่พอใช้ระบบนี้ วิธีการทำงานก็เปลี่ยน จากเดิมที่หันหน้าเข้าหาผู้บังคับบัญชา ก็หันมาหาประชาชนแทน
“ตอนนี้ประชาชนแจ้งปัญหาผ่านระบบมาแล้วกว่า 1,238,036 เรื่อง และเราแก้ไขได้มากกว่า 1,008,300 เรื่อง ตัวเลขนี้ไม่ได้แปลว่า กทม.ทำงานไม่ดี แต่นี่คือความไว้วางใจที่ประชาชนมีให้เรา เขาเชื่อ เขามั่นใจว่าเราจะแก้ไขปัญหาได้ ซึ่งเราก็ได้ประชาชนเป็นเป็นกําลังให้เรา อันนี้เป็นตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ ไม่ได้หรูหรา วุ่นวายเลย แต่เน้นที่ประชาชนเป็นหลัก“ นายชัชชาติ กล่าว
รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณะแพทยศาสตร์ จุพาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ คือ การได้หายใจอากาศบริสุทธิ์ แต่ปัจจุบันปัญหาการสูบบุหรี่ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของระบบสุขภาพ โดยในประเทศไทยยังมีผู้สูบบุหรี่ประมาณ 10 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ปีละราว 50,000 คน
“ทุกคนที่เริ่มสูบบุหรี่วันแรก ไม่เคยคิดว่าจะติดไปตลอดชีวิต ดังนั้นคำว่า Compassion หรือความเข้าใจผู้สูบบุหรี่ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง Innovation หรือแนวคิดใหม่ในการแก้ปัญหา เราต้องการให้คนรุ่นต่อไปไม่ตกเป็นทาสของบุหรี่หรือบริษัทบุหรี่” รศ.นพ.ฉันชาย กล่าว
ทั้งนี้ ประเทศไทยตั้งเป้าหมายลดอัตราการสูบบุหรี่ของผู้ใหญ่ให้ต่ำกว่า 5% ในอนาคต ปัจจุบันอัตราการสูบบุหรี่ของคนไทยอยู่ที่ประมาณ 17% ลดลงจากอดีตที่เคยสูงถึง 40% อย่างไรก็ตามในผู้ชายยังมีอัตราการสูบสูงถึงประมาณ 38% ขณะที่ผู้หญิงอยู่ที่ราว 2%
รศ.นพ.ฉันชาย กล่าวอีกว่า การลดการสูบบุหรี่จำเป็นต้องอาศัย “นวัตกรรมเชิงระบบ” และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยยกตัวอย่างจ.นราธิวาสที่มีการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ตั้งแต่ปี 2560 ด้วยการทำบันทึกความร่วมมือ (MOU) ระหว่างหน่วยงานทั้งจังหวัด เพื่อผลักดันให้เป็นพื้นที่ต้นแบบการควบคุมยาสูบ
“การทำงานในนราธิวาสไม่ได้มีเฉพาะบุคลากรสาธารณสุข แต่ยังมีผู้ว่าราชการจังหวัด ตำรวจ อัยการ ศาล ผู้นำชุมชน และเยาวชน เข้ามาร่วมขับเคลื่อนอย่างจริงจัง เริ่มตั้งแต่การสร้างระบบช่วยเลิกบุหรี่ การเข้าถึงบริการรักษาผู้ติดบุหรี่ ไปจนถึงมาตรการป้องกันในโรงเรียน” รศ.นพ.ฉันชาย กล่าว และว่า นอกจากนี้ จังหวัดยังมีการบังคับใช้กฎหมายควบคุมยาสูบอย่างจริงจัง เช่น การแจ้งเบาะแสผู้สูบบุหรี่ในพื้นที่ห้ามสูบหรือผู้ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ผิดกฎหมาย
ผลจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้จังหวัดนราธิวาสได้รับรางวัลระดับประเทศด้านการควบคุมยาสูบครบทั้ง 4 ด้าน และได้รับรางวัล “Best of the Best” จากการขับเคลื่อนนโยบายพื้นที่ปลอดบุหรี่ แต่เรามีความท้าทายสำคัญในปัจจุบันคือการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่บริษัทบุหรี่ใช้ดึงดูดนักสูบหน้าใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน
“ การสร้างสังคมปลอดบุหรี่ไม่จำเป็นต้องพึ่งเทคโนโลยีใหม่เสมอไป แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน และก็เป็นสิ่งที่ทําให้เกิดพลังในการขับเคลื่อนที่จะเปลี่ยนประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถลดอัตราการสูบบุหรี่ให้ต่ำกว่า 5% ได้ในอนาคต“ รศ.นพ.ฉันชาย กล่าว
รศ.นพ.สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา คณะแพทยศาลตร์ ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของการควบคุมการบริโภคยาสูบของประเทศไทย คือการลดอัตราการสูบบุหรี่ของคนไทยให้ต่ำที่สุด แต่ที่ผ่านมาอุปสรรคสำคัญ คือ ระบบสนับสนุน โดยเฉพาะ “ระบบบริการช่วยเลิกบุหรี่” ที่ยังไม่สามารถรองรับผู้สูบบุหรี่ได้อย่างเพียงพอ เพราะฉะนั้นเราจึงได้พัฒนานวัตกรรมระบบบริการเลิกบุหรี่รูปแบบใหม่ ที่มุ่งอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้ ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านอุปกรณ์ดิจิทัล โดยในอนาคตอันใกล้ ประชาชนจะสามารถเริ่มกระบวนการเลิกบุหรี่ได้ผ่านโทรศัพท์มือถือของตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปที่คลินิกหรือร้านยา ข้อมูลการรับบริการทั้งหมดจะถูกบันทึกไว้ในระบบออนไลน์ และเชื่อมโยงกับหน่วยบริการต่าง ๆ ได้ทันที
ปัจจุบันประเทศไทยมีบริการช่วยเลิกบุหรี่จากหลายหน่วยงาน ทั้งคลินิกในโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข สายด่วนเลิกบุหรี่ ร้านยาคุณภาพ รวมถึง “คลินิกฟ้าใส” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่มีอยู่ประมาณ 500 แห่งทั่วประเทศ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาแต่ละหน่วยงานยังทำงานแยกกัน ระบบใหม่จึงนำ เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเชื่อมโยงบริการทั้งหมดให้เป็นเครือข่ายเดียวกัน
นอกจากนี้ ในอนาคตยังมีแผนพัฒนา AI Chatbot เพื่อทำหน้าที่ให้คำแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับการเลิกบุหรี่ โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นหรือผู้ที่ต้องการคำปรึกษานอกเวลาราชการ เช่น ในช่วงกลางคืน โดยระบบจะสามารถให้คำแนะนำเบื้องต้น และเชื่อมต่อผู้ใช้ไปยังบริการพบผู้เชี่ยวชาญแบบตัวต่อตัวได้หากจำเป็น
พญ.กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี รพ.พญาไท 2 กล่าวว่า ปัจจุบันเวลาพูดถึงเรื่องสุขภาพ หลายคนจะพูดถึงคำว่า “Longevity หรือการมีชีวิตที่ยืนยาว” แต่สิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่อายุยืนเท่านั้น เพราะคำที่สำคัญอีกคำหนึ่งคือ Healthspan คือ การมีชีวิตยืนยาวพร้อมกับสุขภาพที่ดีไปจนถึงลมหายใจสุดท้าย ดังนั้นแนวคิดเรื่อง Longevity ในปัจจุบัน จึงเน้นการดูแลสุขภาพแบบก้าวหน้าและเฉพาะบุคคล เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน แม้แต่ฝาแฝดก็ยังมีความแตกต่างกันในเรื่องพันธุกรรมและการแสดงออกของยีน
พญ.กอบกุลยา กล่าวว่า ปัจจุบันมีการวัดตัวชี้วัดทางชีวภาพ หรือ Biomarker ต่าง ๆ เพื่อประเมินสุขภาพและความยืนยาว เช่น ระดับน้ำตาล อินซูลิน หรือการอักเสบในร่างกาย ซึ่งทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพตามหลัก ‘6 เสาหลักของการมีชีวิตยืนยาว’ คือ เสาหลักที่ 1 คือ การกินอาหาร ควรกินอาหารให้เหมาะสม ลดน้ำตาล เลี่ยงของหวาน และให้ความสำคัญกับอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เสาหลักที่ 2 คือ การออกกำลังกาย องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า ควรมีกิจกรรมทางกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นการออกกำลังกายอย่างเดียว การขยับร่างกาย เช่น เดิน ทำงานบ้าน รีดผ้า
เสาหลักที่ 3 คือ การนอนหลับ เวลาที่ดีที่สุดของการพักผ่อนคือช่วงประมาณ 22.00–02.00 น. เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายหลั่งฮอร์โมนสำคัญ หากหลับลึกในช่วงนี้จะช่วยซ่อมแซมร่างกายและช่วยให้สุขภาพดีขึ้น เสาหลักที่ 4 คือ อารมณ์ที่ดี การหัวเราะมีประโยชน์ต่อสุขภาพ มีการศึกษาพบว่า หากหัวเราะประมาณวันละ 15 นาทีอย่างต่อเนื่อง สามารถช่วยยืดอายุได้ เสาหลักที่ 5 คือ สิ่งแวดล้อมและปัจจัยเสี่ยงรอบตัว เช่น มลพิษหรือสารปนเปื้อนในอาหาร และเสาหลักที่ 6 คือ ความสัมพันธ์ทางสังคม งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่ติดตามคนเป็นเวลานาน พบว่า คนที่มีอายุยืนและมีความสุขมากที่สุด คือคนที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง มีครอบครัว เพื่อน และสังคมที่เกื้อกูลกัน
นพ.อโณทัย สุ่นสวัสดิ์ รพ.กรุงเทพ กล่าวถึง “Loneliness หรือความเหงา” ว่า จากงานวิจัยที่ศึกษาในประชากรประมาณ 3,000–4,000 คน พบว่าช่วงวัยที่มีความเหงาสูงที่สุด คือช่วงอายุ 30–45 ปี ซึ่งเป็นวัยทำงาน ขณะที่ผู้มีอายุมากกว่า 60 ปี กลับรู้สึกเหงาน้อยที่สุด แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนสัญญาณของภาวะที่เรียกว่า Social Isolation หรือความโดดเดี่ยวทางสังคม การแยกตัวทางสังคมไม่ได้หมายความว่าจะรู้สึกเหงาเสมอไป แต่หากเกิดความเหงาในระดับสูงก็อาจส่งผลต่อสุขภาพได้ องค์การอนามัยโลกชี้ว่า ความเหงาสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ถึง 26% หากปล่อยให้เรื้อรัง ผลกระทบต่อสุขภาพอาจเทียบเท่ากับ การสูบบุหรี่วันละราว 15 มวน
"สิ่งสำคัญ เราควรสร้างกิจกรรม พื้นที่ และสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการพบปะกันของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นในที่ทำงาน ชุมชน หรือครอบครัว เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนได้ใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น และลดภาวะความโดดเดี่ยวในสังคมลง" นพ.อโณทัย กล่าว







