บอย อินชัวร์
ปัจจุบันค่าฝุ่น PM2.5 นับว่ากระทบต่อต้นทุนทางสังคม ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกระทบต่อปัญหาด้านสุขภาพ ทว่า ยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อครัวเรือน ภาคธุรกิจ และความสามารถในการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศ รวมไปถึงคุณภาพทุนมนุษย์ที่ถดถอย ตลอดจนค่าสินไหมและค่าใช้จ่ายของธุรกิจประกันชีวิตและประกันสุขภาพที่สิ้นเปลืองหมดไปกับค่ารักษาพยาบาลเยียวยาลูกค้าที่เจ็บป่วยจากโรคทางเดินหายใจ และยังเป็นต้นตอนำมาสู่การเจ็บป่วยหนักด้วยโรคร้ายอย่างโรคมะเร็งที่นับวันจะมีผู้ป่วยทำนองนี้มากขึ้นทวีคูณ
ทั้งนี้ล่าสุดจากเวทีที่ถกหารือกันหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ได้เป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดงานสัมมนาบรรยายในหัวข้อ “จากฝุ่นสู่ความเสี่ยง : บทบาทประกันภัยในยุค PM2.5” ในรูปแบบไฮบริดมีหลากหลายประเด็นน่าสนใจทีเดียว โดยเฉพาะบริบทหนึ่งของประเด็นจากการเปิดเวทีเสวนา ภายใต้หัวข้อ “จากฝุ่นสู่ความเสี่ยง : บทบาทประกันภัยในยุค PM2.5” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมประกันภัย โดยมีที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารด้านความยั่งยืนกรุงเทพมหานคร ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกัน
ทั้งนี้ได้ระบุว่า ปัญหา PM2.5 ได้ยกระดับเป็น “ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของเมือง” ที่ทวีความรุนแรงในพื้นที่เศรษฐกิจและแนวคมนาคมหลัก ส่งผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบาง และบั่นทอนทั้งคุณภาพชีวิตและศักยภาพทางเศรษฐกิจของเมืองในภาพรวม ทั้งนี้ กรุงเทพมหานคร ได้เร่งขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ “นักสืบฝุ่น” เพื่อควบคุมและจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการพัฒนา “Pocket Park หรือสวน 15 นาที” เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง ช่วยลดความเข้มข้นของมลพิษ และยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ในมิติของการบริหารความเสี่ยงเชิงระบบ เห็นว่า “ธุรกิจประกันภัยมีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกหลักของการบริหารความเสี่ยงของเมือง โดยสามารถนำข้อมูลประกันภัยมาวิเคราะห์เพื่อสะท้อนระดับความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการกำหนดนโยบายสาธารณสุขเชิงรุก และทำให้การจัดการปัญหา PM2.5 มีความแม่นยำ ตรงจุด และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น” ทั้งนี้ ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยควรเร่งยกระดับการสื่อสารข้อมูลสถานการณ์ฝุ่นในแต่ละวันผ่านช่องทางที่เข้าถึงง่าย ชัดเจน และทันเวลา เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนตื่นตัวและสามารถปรับพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยง ด้านสุขภาพได้อย่างเหมาะสม
ขณะที่นายอนุกูล เย็นใจ กรรมการ สมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า ในอดีตอุตสาหกรรมประกันภัยมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการชดเชยความเสียหายภายหลังเหตุการณ์เป็นหลัก สะท้อนบทบาทการบริหารความเสี่ยงในเชิง “ปลายเหตุ” ขณะที่ความเสี่ยงจาก PM2.5 กำลังทวีความซับซ้อนและส่งผลกระทบเป็นวงกว้างมากขึ้น
ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ประกันภัยในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดในการรองรับความเสี่ยงเฉพาะด้าน PM2.5 ทำให้เกิด “ช่องว่างความคุ้มครอง” ที่ต้องเร่งพัฒนา โดยเฉพาะรูปแบบที่เชื่อมโยงข้อมูลสิ่งแวดล้อมและข้อมูลเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้อุตสาหกรรมจำเป็นต้องปรับบทบาทจาก “ผู้รับความเสี่ยง” ไปสู่ “ผู้บริหารและลดความเสี่ยง” อย่างจริงจัง ในระยะต่อไป เห็นควรเร่งยกระดับโครงสร้างข้อมูลคุณภาพอากาศให้สามารถตรวจวัดได้แบบเรียลไทม์ ควบคู่กับการกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน และการจัดตั้งกลไกกลางเพื่อเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูล สนับสนุนการพิจารณาค่าสินไหมได้อย่างทันท่วงที พร้อมพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าเพื่อเสริมการบริหารความเสี่ยงเชิงป้องกัน ขณะเดียวกัน ภาคประกันภัยอยู่ระหว่างการนำเทคโนโลยี เช่น Big Data และ AI มาประยุกต์ใช้ในการประเมินความเสี่ยงแบบเรียลไทม์ และออกแบบผลิตภัณฑ์ที่อิงดัชนีคุณภาพอากาศ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการกำหนด เบี้ยประกันภัยและลดความคลาดเคลื่อนของความเสี่ยง นอกจากนี้ ยังเสนอให้ใช้กลไกประกันภัยเป็นแรงขับเคลื่อนให้ภาคธุรกิจปรับตัวลดการปล่อยมลพิษ ผ่านมาตรการจูงใจ อาทิ การสนับสนุนด้านภาษี หรือการส่งเสริมการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในภาคการผลิต ควบคู่กับการสร้างความตระหนักรู้ในสังคมว่า PM2.5 ไม่ใช่ความเสี่ยงที่ต้อง “อยู่ร่วมอย่างเคยชิน” หากแต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันรับผิดชอบและจัดการอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
ขณะที่ร.อ. นพ. วุฒิวงศ์ สมบุญเรืองศรี ประธานคณะแพทย์ที่ปรึกษา สมาคมประกันชีวิตไทย เผยว่า การบริหารความเสี่ยงด้านสุขภาพในบริบท PM2.5 จำเป็นต้องเริ่มจากการมี “ข้อมูลที่มองเห็นความเสี่ยงได้ชัดเจน” โดยเฉพาะการจำแนกกลุ่มเสี่ยงและติดตามแนวโน้มโรคเรื้อรังในระยะยาว อาทิ มะเร็งปอด ซึ่งยังไม่สะท้อนในระยะสั้น หากสามารถพัฒนาฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพได้อย่างเป็นระบบ จะช่วยยกระดับการวิเคราะห์ความเสี่ยง ลดความไม่แน่นอน และลดแรงกดดันต่อการปรับเพิ่มเบี้ยประกันภัยในอนาค
ทั้งนี้ PM2.5 ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่เชื่อมโยงกับกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด และมะเร็ง ซึ่งล้วนเป็นโรคที่มีภาระค่าใช้จ่ายสูง โดยข้อมูลในช่วง 3–5 ปีที่ผ่านมา สะท้อนความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างช่วงค่าฝุ่นสูงกับการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล แสดงให้เห็นถึงผลกระทบเชิงระบบที่ขยายตัวทั้งในมิติสุขภาพและเศรษฐกิจ ในมุมของอุตสาหกรรมประกันชีวิต
จึงเริ่มนำข้อมูลสิ่งแวดล้อม เช่น ระดับ PM2.5 และประวัติการสัมผัสความเสี่ยง มาบูรณาการร่วมกับข้อมูลสุขภาพรายบุคคล เพื่อเพิ่มความแม่นยำในกระบวนการพิจารณารับประกันภัย (Underwriting) ขณะเดียวกัน มีแนวโน้มปรับบทบาทสู่การเป็น “Health Partner” โดยมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านสุขภาพเชิงป้องกัน (Wellness) ควบคู่ความคุ้มครอง เพื่อดูแลประชาชนอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงชีวิต พร้อมกันนี้ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างความตระหนักรู้และการส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวมใน 3 มิติ ได้แก่ การมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ สุขภาพแข็งแรงยาวนาน และการวางแผนทางการเงินด้านสุขภาพอย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืนในอนาคต
บทสรุปท้ายนี้ การออกมาเป็นเจ้าภาพจัดประชุมขับเคลื่อนบทบาทธุรกิจประกันกับการหาทางรับมือความเสี่ยงจากผลกนะทบค่าฝุ่น PM 2.5 นับเป็นนิมิตหมายที่ดี ต่ออุตสาหกรรมประกันภัยไทยไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการหาโมเดลรับมือสภาวะความเสี่ยง และการหาทางดูแลควบคุมต้นทุนอันได้รับผลกระทบจากค่าฝุ่นPM 2.5. ที่นับวันทวีความรุนแรงขึ้นได้ไม่มากก็อย่างน้อยได้อย่างมากทีเดียว








