วันที่ 19 ม.ค.69 ประเด็นคุณสมบัติของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กำลังกลายเป็นปมร้อนทางกฎหมายและการเมือง หลังปรากฏหลักฐานและข้อกฎหมายหลายประเด็นที่อาจเข้าข่าย ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งตั้งแต่ต้น และอาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึง นายกรัฐมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รักษาการตามกฎหมาย
หากดูหลักกฎหมาย ตาม พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 8 กำหนดชัดว่า กรรมการ กสทช. ต้องไม่เป็นพนักงานมหาวิทยาลัย และต้องไม่ประกอบวิชาชีพอิสระ อาทิ วิชาชีพเวชกรรม (แพทย์) หากฝ่าฝืนเพียงกรณีใดกรณีหนึ่ง ถือว่าขาดคุณสมบัติทันที
ขณะเดียวกัน มาตรา 18 กำหนดให้ผู้ได้รับการสรรหา ต้องแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพต้องห้ามแล้ว ภายในเวลาที่กำหนด ก่อนนำความกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า “ต้องแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวแล้ว นั้นต่อประธานวุฒิภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด” ซึ่ง กรรมการ กสทช. ชุดนี้คือภายในวันที่ 10 มกราคม 2565
โดย กรรมการ กสทช.ทุกท่าน ต้องมีหนังสือรับรองตนเองและแสดงหลักฐาน ว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ ตามมาตรา 8 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งในหนังสือรับรองตนเอง ดังกล่าว ประธาน กสทช. ได้ยื่นในวันที่ 8 มกราคม 2565 หนังสือรับรองตนเอง ดังกล่าวนี้ คือเอกสารสำคัญ ในการประกอบการนำความกราบบังคมทูล เพื่อได้รับการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้ง ตามที่มาตรา 18 ได้ระบุไว้ นั่นจึงหมายความว่า ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 ดังกล่าว จนถึงการหมดวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามวาระ 6 ปี ประธาน กสทช. จะต้องไม่กลับไปประกอบอาชีพวิชาชีพ ตามมาตรา 8 อีกเลยเพราะจะทำให้ขาดคุณสมบัติ และต้องพ้นตำแหน่งทันที เพราะมาตรา 20 ระบุว่าชัดเจนว่า นอกจากการพ้นตำแหน่งตามวาระ กรรมการ กสทช. พ้นจากตำแหน่ง เมื่อ (5) กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 8 แต่ปรากฎหลักฐานบัญชีทรัพย์สิน
จะเห็นได้ชัดว่าตั้งแต่ปี 2565 – 2568 ปรากฏเงินรายได้จาก วิชาชีพอิสระ วิชาชีพเวชกรรม(แพทย์) ประธาน กสทช. จึงถือว่าได้กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 8 ชัดเจน ขาดคุณสมบัติชัดเจน เพราะยังเป็นหมออยู่ซึ่งห้ามเป็นระหว่างเป็น กสทช. จึงส่งผลให้ขัดมาตรา 8 ประกอบมาตรา 20 ต้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามข้อกฎหมาย และยังพบหลักฐานที่สำคัญ นอกจากจะฝ่าฝืน มาตรา 8 ประกอบมาตรา 20 แล้ว ยังฝ่าฝืนมาตรา 18 อีกด้วย
ซึ่งเอกสารดังกล่าวได้ระบุไว้ชัดเจนว่า “และตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 มีสถานะเป็น แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ซึ่งเป็นการประกอบอาชีพอิสระ(วิชาชีพเวชกรรม)” ย้อนกลับไปดูหนังสือรับรองตนเองว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ ตามมาตรา 8 ซึ่งลงวันที่ 8 มกราคม 2565 เช่นกัน ข้อ ข.3. ประกอบอาชีพอิสระ(วิชาชีพเวชกรรม) และได้ยืนยันตนเองว่าได้ลาออกแล้ว แต่หนังสือของมหิดล กลับบอกว่า ในวันดังกล่าว 8 มกราคม 2565 ยังประกอบวิชาชีพอิสระ(วิชาชีพเวชกรรม) อยู่ และยังประกอบจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ด้วย ซึ่งในวันถัดไป คือ วันที่ 13 เมษายน 2565 เป็นวันที่ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง กรรมการ กสทช. ชุดนี้ จึงเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ ที่ชี้เห็นว่า 8 มกราคม 2565 มิได้ลาออกจริง และขัดมาตรา 8(3) มาโดยตลอด หนังสือรับรองตนเอง ข้อ ข.3. จึงเป็นแจ้งเท็จ แม้ว่าจะยื่นเอกสารประกอบ ก็แสดงว่าเอกสาร น่าจะเป็นเอกสารเท็จ หรือเป็นเอกสารที่ไม่สามารถยืนยันการลาออกได้ ส่งผลให้ ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 8 ประกอบมาตรา 18 อีกด้วย และตามมาตรา 18 ส่งผล “ให้ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิ” จึงสอดคล้องกับ ผลการวินิจฉัย ของคณะกรรมาธิการฯ ไอซีที วุฒิสภา ชุดที่แล้ว ที่วินิจฉัยเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
จึงเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติจริง และ อาจเข้าข่าย แจ้งเอกสารหรือหลักฐาน อันเป็นเท็จแก่พระมหากษัตริย์อีกด้วย รวมทั้งถูกถือให้เป็นผู้สละสิทธิ แต่กลับมารับตำแหน่งโปรดเกล้าฯ อาจจะต้องตรวจสอบว่าเข้าข่ายขัดพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ หรือไม่? เพราะไม่ยอมทำตามวุฒิสภากำหนด รวมไปถึงเป็นบุคคลขัดทั้งมาตรา 18 พร้อมกับขัดมาตรา 20 ตามกฎหมายจึงไม่ควรมาปฏิบัติหน้าที่แต่แรกแล้วใช่หรือไม่? ใช้อำนาจอะไรในการ ทำหน้าที่กรรมการ กสทช.? รวมถึงในปัจจุบันก็ปรากฏว่า ยังประกอบวิชาชีพเวชกรรมอยู่ ทั้งหลักฐาน และ การกระทำ และข้อกฎหมาย จึงเป็นที่ประจักษ์
เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงมาถึงจุดนี้ จึงพบประเด็นที่น่ากังวล และเป็นประเด็นสำคัญ คือ “ประธาน กสทช. สามารถ ปฏิบัติหน้าที่ได้หรือไม่” ได้ตรวจสอบเพิ่มเติมกัน ประเด็นมาตรา 180 กรณีประธาน กสทช. สามารถมาปฏิบัติหน้าที่ได้หรือไม่ ซึ่งได้ทราบข้อมูลที่ชี้ชัดแล้วว่า ไม่สามารถทำได้ เนื่องจาก “ผลทางปกครอง” เพราะตำแหน่งดังกล่าวเป็นตำแหน่งโปรดเกล้าฯ อำนาจการปฏิบัติหน้าที่จึงได้มาเมื่อทรงเห็นชอบพระราชทานให้ จึงเห็นได้ชัดว่าตามหลักกฎหมายขึ้นทางไหนลงทางนั้น สังเกตได้ว่าแม้การสรรหาผ่านไปจนถึงขั้นนำความกราบบังคมทูล หากมิทรงเห็นชอบโปรดเกล้าฯบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือต่อให้ทรงเห็นชอบแล้วโปรดลงมา ก็ต้องกระทำการถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนจึงจะ ”มีผลทางปกครอง“ ทำให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ขาลงก็เช่นกัน เนื่องจากการขัดมาตรา 8 ที่ปรากฏทำให้ขาดมาตรา 18 และมาตรา 20 ไปด้วย จึงประกอบมาตรา 180 ตามรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นเป็นการขัดมาตรา 180 ชัดเจน ย่อมชี้ชัดตามข้อกฎหมายที่ระบุไว้ชัดเจนแล้วว่า ”ทรงให้พ้นจากตำแหน่ง“ ฉะนั้นไม่ว่าจะ ยังไม่ทรงลงนาม หรือทรงมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งลงมาเมื่อไหร่ แต่ระหว่างที่พบเจอการขัดมาตราดังกล่าวเหล่านั้นเป็นที่ประจักษ์ชัดเจน จึงย่อมไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เพราะ ”ผลทางปกครอง“ จะก่อให้เกิดปัญหาต่างๆตามมา และขัดต่อพระราชอำนาจพระองค์ท่าน เข้าข่ายไม่มีอำนาจหน้าที่แล้วแต่แอบอ้างพระราชอำนาจมากระทำอยู่เพื่อประโยชน์ส่วนตน และเนื่องจากไม่ได้มีพระราชอำนาจพระองค์ท่านรองรับไว้อีกแล้ว ซึ่งอันนี้ถือได้ว่ากฎหมายระบุไว้ชัดเจนมาก ให้นำความกราบบังคมทูล เป็นพระราชวินิจฉัยอย่างเดียวเท่านั้น มิได้เปิดช่องหรือมีระบุให้เป็นอื่นใด
และจากที่เคยปรากฏข้อเท็จจริงตามข่าว หรือข้อกล่าวอ้าง ให้โยนกลับไปที่กรรมการสรรหา เมื่อย้อนกลับไปดูมาตรา 15 และมาตรา 15/1 ตาม พรบ. คลื่นความถี่ฯ อำนาจหน้าที่กรรมการสรรหา ก็ระบุไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่า มีหน้าที่เพียงสรรหาเท่านั้น ไม่มีมาตรา ไหน หรือกฎหมายข้อใด ระบุให้กลับ ไปที่กระบวนการดังกล่าว ซึ่งข้อเท็จจริงแล้ว มาตรา 180 ก็ค่อนข้างจะระบุไว้ชัดเจน “ทรงให้พ้นจากตำแหน่ง” จึงเป็นพระราชอำนาจ ข้อกฎหมายก็ชัดเจนอยู่แล้ว หากจะต้องไป วินิจฉัยที่ใด ก็ต้องไปศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น เพราะมาตรา18 และมาตรา 20 ประกอบมาตรา 180 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฝ่ายบริหาร จึงไม่มีอำนาจ โยนไปที่อื่นใดได้เลย และจะขอยกกรณีคุณ สุภิญญา กลางณรงค์ มาเป็นตัวอย่างก รณีคุณ สุภิญญา สามารถเป็นบรรทัดฐานได้ เพราะมีพระบรมราชโองการย้อนมา ในวันที่ มีลักษณะต้องห้ามดังกล่าว กรณีคุณสุภิญญา นั้น เพราะมาตรา 7ข(7) เป็นเรื่องที่ศาลชี้ติดคุกต่างหากครับ ศาลก็ไม่เคยชี้ว่าให้พ้นตำแหน่ง กสทช. 7ข(6)(7) เป็นเรื่องติดคุกหรือไม่ติดคุก ถ้า 7ข(1)(2) ก็เป็นเรื่องเป็น ส.ส. หรือเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือไม่ 7ข(5) ปรากฏว่า เคยเป็นบุคคลล้มละลายหรือ 7ข(8) เคยโดนไล่ออกจากราชการหรือเปล่า เห็นได้ว่าถ้าเป็นลักษณะดังกล่าว ก็ส่งผลให้พ้นตำแหน่งเหมือนกัน แล้วทุกวงเล็บเหล่านี้ก็ไม่เกี่ยวศาลแต่อย่างใด มาตรา 7 ระบุไว้ชัดเจน มีแค่ ข(6)(7) จะเอามาอ้างต้องเกี่ยวกับศาลไม่ได้อีกต่อไป และก็อย่างที่ได้กล่าวไป ฉะนั้นจากมาตรา 20 ที่ระบุไว้ชัดเจน ว่าหากมีการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 8 ส่งผลให้ขาดคุณสมบัติ หรือปรากฏการณ์มีลักษณะต้องห้าม ที่ขัดมาตรา 7 ก็ ก็ต้องพ้นตำแหน่งทันทีตามมาตรา 20 ไม่ว่าจะวงเล็บใดก็แล้วแต่ จึงส่งผลให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เพราะผลทางปกครอง กรณีคุณสุภิญญา ที่มีผลจากพระบรมราชโองการย้อนหลังมานั้นในวันที่ 12 มีนาคม 2560 ทั้งๆ มีพระบรมราชโองการโปรดลงมาในวันที่ 22 ธันวาคม 2560 ตรงตามมาตรา 20 วรรคสองที่ระบุไว้ชัดเจน “ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม หรือวันที่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน แล้วแต่กรณี” จึงถูกต้องตามกฎหมายและมีตัวอย่างมาแล้วด้วย “คุณ สุภิญญา กลางณรงค์ จึงไม่สามารถ ปฏิบัติหน้าที่ได้” ตั้งแต่ วันที่ 12 มีนาคม 2560 ฉะนั้นของคุณสุภิญญา “คือวันที่มีลักษณะต้องห้าม” ส่วนของประธาน กสทช. “คือวันที่ขาดคุณสมบัติ หรือวันที่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน” นั่นหมายความว่า ตั้ง แต่วันที่ 8 มกราคม 2565 ประธาน กสทช. ไม่ควรมารับตำแหน่ง และไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และกรณีคุณ สุภิญญา กลางณรงค์นั้น ก็พ้นตำแหน่งโดย ไม่ได้ไปกรรมการสรรหา หรือมีประเด็นจนถึงขั้นต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด แค่ดำเนินการตามกฎหมายตามปกติ เพราะผู้ชี้คือกฎหมาย ตามพระราชอำนาจ ซึ่งชัดเจนอยู่แล้ว
เอกสารยังพุ่งเป้าไปที่ นายกรัฐมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย หากรับรู้ข้อเท็จจริงแล้ว แต่ไม่นำความกราบบังคมทูล ไม่แจ้งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยให้ใช้อำนาจต่อไป อาจเข้าข่าย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ สมรู้ร่วมคิด หรือร้ายแรงถึงขั้น แทรกแซงพระราชอำนาจ
นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้รักษาการตามมาตรา 5 ย่อมต้องนำความกราบบังคมทูลตามมาตรา 18 ในการ “แต่งตั้ง” และ มาตรา 20 ในการ “พ้นจากตำแหน่ง” ประกอบมาตรา 180 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยการวินิจฉัยนั้นเป็นพระราชวินิจฉัยของพระมหากษัตริย์ตามมาตรา 180 ได้ระบุไว้ นายกรัฐมนตรีเป็นเพียงผู้ เสนอ และ สนอง ตามมาตรา 182 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ซึ่งจากข้อกฎหมายดังกล่าว มาตรา 180 “พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และทรงให้พ้นจากตำแหน่ง”นายกรัฐมนตรี(รวมถึงอดีตนายกฯ)ใช้อำนาจอะไร ไม่นำความกราบบังคมทูล และ ยังปล่อยให้ปฏิบัติหน้าที่อยู่
เพราะตั้งแต่ปรากฏหลักฐานการกระทำเป็นที่ประจักษ์ ว่าขัดมาตรา 8 ประธาน กสทช. ก็ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้แล้ว เพราะไม่มีอำนาจอะไรมารองรับ แถมที่สำคัญ ยังเป็นบุคคลที่ เข้าข่าย “ให้ถือว่าเป็นผู้สละสิทธิ” ยิ่งไม่มีสิทธิ์มาปฏิบัติหน้าที่เข้าไปใหญ่
หรือหากจะกล่าวอ้างต้องมีการตรวจสอบ อย่างที่เป็นมาตลอด หรือจะโยนวนไปหน่วยงานไหนก็แล้วแต่ ในเมื่อพิสูจน์ไม่ได้ว่า ไม่ขาดคุณสมบัติ หรือไม่ขัดมาตรา 8 จริง ทำไมไม่แจ้งว่าไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยให้ทำหน้าที่ได้อย่างไร และ การแจ้งดังกล่าวนั้น ยังส่งผลดีต่อนายกรัฐมนตรี ว่าได้กระทำการปฏิบัติหน้าที่แล้วแจ้งแล้ว แต่เจ้าตัวไม่ดำเนินการเอง มีปัญหาทางกฎหมายขึ้นมาต้องไปศาลรัฐธรรมนูญ ยังสามารถกันตนเองได้ แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏคือนิ่งเฉย และมีเจตนา ไม่ดำเนินการอะไรเลย เพื่อลอยตัวให้ประธาน กสทช. สามารถปฏิบัติหน้าที่อยู่ได้
ที่สำคัญก็ปรากฏ คำวินิจฉัยคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ให้ถือว่าสละสิทธิ และก็ชี้ชัดให้ต้องสรรหาใหม่ และยังถือได้ว่าเป็นบทสันนิษฐานเด็ดขาดของกฎหมาย ย่อมไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อยู่แล้ว เหตุใด นายกรัฐมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี จึงไม่ดำเนินการอะไร ส่อเค้าจะช่วยบุคคลดังกล่าวใช่หรือไม่
อย่างไรก็ตามยังมีข้อสังเกตเพิ่มเติมถึง ความสัมพันธ์ทางการเมืองและผลประโยชน์ทับซ้อน ระหว่างประธาน กสทช. กับบุคคลสำคัญในรัฐบาล รวมถึงการประกอบวิชาชีพแพทย์ในโรงพยาบาลที่มีผู้ถือหุ้นเกี่ยวข้องกับนักการเมืองระดับสูง ซึ่งอาจเข้าข่ายขัดมาตรา 8(3) ซ้ำซ้อนอีกชั้น
สุดท้าย คำถามที่สังคมจับตาคือ ประธาน กสทช. รายนี้ เข้าข่ายเป็น “ประธานเทา” หรือไม่ และการเพิกเฉยของฝ่ายบริหาร จะนำไปสู่ โดมิโนทางกฎหมายและการเมือง ที่อาจสะเทือนทั้งรัฐบาลหรือไม่
หากนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้แทนประชาชน และเป็นผู้นำฝ่ายบริหาร ถ้ามีอำนาจแล้วจะทำอะไรก็ได้ ไม่เกรงกลัวแม้แต่การ “ก้าวล่วงพระราชอำนาจ” เรื่องเคารพกฎหมายจึงกลายเป็นเรื่องเล็กๆไปเลย และต่อจากนี้จะเป็นเยี่ยงอย่างว่าผู้มีอำนาจจะทำอะไรก็ได้ แล้วชาวบ้านตาดำๆ ควรรู้สึกอย่างไร? สุดท้ายแล้วเจตนาจะไหว้ขอเสียงเพื่อมาดูแลประชาชน หรือมาดูแลผลประโยชน์ ตนเอง และพวกพ้อง ประเด็นประธาน กสทช. ดังกล่าวนี้คงต้องติดตามดูกันต่อไป และการใช้คำว่า อนุรักษนิยม หรือ จงรักภักดี คงต้องดูจากเจตนา และ การกระทำ มิใช่ แค่วาจาอีกต่อไป








