ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2569 ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังความไม่แน่นอนระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี ซึ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนการกู้ยืมและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 53,343.40 จุด ลดลง 116.38 จุด หรือ 0.22% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,691.76 จุด ลดลง 53.30 จุด หรือ 0.69% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,289.71 จุด ลดลง 355.20 จุด หรือ 1.33%
ตลาดหุ้นนิวยอร์กเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความหวังในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพเพื่อยุติสงคราม โดยอิหร่านระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงถูกปิดต่อไปจนกว่าสหรัฐฯ จะดำเนินการตามข้อเรียกร้องของอิหร่าน รวมถึงการยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน
ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ยืนยันว่าจะไม่ขยายข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน ส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่ออุปทานน้ำมันและเศรษฐกิจโลก
ความไม่แน่นอนดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2568
การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์สร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้น เนื่องจากทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น และอาจเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ ขณะเดียวกัน หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีถูกเทขายอย่างหนัก ส่งผลให้ดัชนี Nasdaq ปรับตัวลงถึง 1.33% และเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในการซื้อขายครั้งนี้
สรุปดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ วันที่ 18 สิงหาคม 2569
ดาวโจนส์ ปิดที่ 53,343.40 จุด ลดลง 116.38 จุด หรือ 0.22%
S&P 500 ปิดที่ 7,691.76 จุด ลดลง 53.30 จุด หรือ 0.69%
Nasdaq ปิดที่ 26,289.71 จุด ลดลง 355.20 จุด หรือ 1.33%








