สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดปรับตัวเพิ่มขึ้นในวันอังคารที่ 11 สิงหาคม หลังนักลงทุนประเมินว่าการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านยังมีความไม่แน่นอน ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าช่องแคบฮอร์มุซอาจยังคงปิดทำการ และทำให้ภาวะชะงักงันของอุปทานน้ำมันในตะวันออกกลางยืดเยื้อต่อไป
สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 1.07 ดอลลาร์ หรือ 1.3% ปิดที่ 83.20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนตุลาคม เพิ่มขึ้น 1.19 ดอลลาร์ หรือ 1.36% ปิดที่ 88.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ราคาน้ำมัน WTI และเบรนท์ต่างปิดที่ระดับสูงสุดในรอบ 1 สัปดาห์ หรือนับตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม และปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากวันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม ซึ่งราคาน้ำมันทั้งสองสัญญาพุ่งขึ้นมากกว่า 5% ท่ามกลางความหวังที่ลดลงเกี่ยวกับการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
แรงหนุนสำคัญมาจากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก หลังโมฮัมหมัด บาเกอร์ ซอลกอดร์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงปิดต่อไป ตราบใดที่สหรัฐฯ ยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและยอมรับเงื่อนไขของอิหร่านในการยุติสงคราม
เงื่อนไขของอิหร่านประกอบด้วย การให้สหรัฐฯ ยุติการข่มขู่อิหร่าน ยุติการรุกรานอิหร่านและพันธมิตรของอิหร่านในเลบานอน ปาเลสไตน์ เยเมน และอิรัก รวมถึงยกเลิกการปิดล้อมและมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน ตลอดจนปลดอายัดทรัพย์สินของอิหร่าน
ถ้อยแถลงดังกล่าวสะท้อนสัญญาณว่า ช่องแคบฮอร์มุซอาจยังไม่กลับมาเปิดให้เรือสัญจรตามปกติ หากสหรัฐฯ ยังไม่ดำเนินการตามเงื่อนไขในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อยุติความขัดแย้ง ซึ่งทั้งสองประเทศได้ลงนามร่วมกันเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
นักลงทุนจึงจับตาความคืบหน้าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญต่อเสถียรภาพของตลาดน้ำมันโลก หากการปิดช่องแคบยืดเยื้อ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันและกดดันราคาน้ำมันในตลาดโลกต่อไป








