โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือที่เรียกอีกชื่อ “บัตรคนจน” เป็นหนึ่งในมาตรการสวัสดิการสังคมที่มีวงเงินและผู้เกี่ยวข้องมากที่สุดในประเทศ ที่ในเวลานี้กำลังเป็นที่จับตามองของคนทั้งประเทศว่าการได้มาของคนที่จะได้รับบัตรใบนี้จะเป็น “คนจนจริง” หรือ “คนจนเทียม” อย่างที่รัฐบาลพยายามร่อนตะแกรงคัดกรองเต็มที่ สะท้อนทั้งมุมสำเร็จ และความท้าทายเชิงโครงสร้างที่น่าสนใจ
เพราะสามารถมองถึงจุดประสงค์และประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริงที่มีข้อดีชัดเจน อาทิ สามารถต่อลมหายใจค่าครองชีพให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ และผู้พิการ วงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ส่วนลดค่าเดินทาง และส่วนลดค่าสาธารณูปโภค (ค่าน้ำ-ค่าไฟ) ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายรายเดือนลงได้จริง ,ด้านความโปร่งใส ตรวจสอบง่ายขึ้น เพราะเปลี่ยนจากการจ่ายเงินสดหรือสิ่งของมาเป็นการจ่ายวงเงินผ่าน ระบบอิเล็กทรอนิกส์และแอปพลิเคชัน ซึ่งช่วยลดปัญหาการทุจริตและการหักหัวคิวในระดับท้องถิ่น และยังเป็นการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big Data ในการคัดกรองที่ได้นำฐานข้อมูลด้านภาษี บัญชีเงินฝาก และสินทรัพย์ มาเชื่อมโยงกัน ช่วยให้รัฐบาลลดการจ่ายเงินซ้ำซ้อนและกำหนดเป้าหมายการช่วยเหลือได้เป็นระบบมากกว่าในอดีต
แต่ก็ยังมีในมองที่ยังเป็นข้อกังวน และความผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับประชาชนอยู่ในเวลานี้ด้วสยเช่นกัน อาทิ “จนจริง” แต่ดันตกสำรวจ เพราะเกณฑ์การคัดกรองที่ซับซ้อน (เช่น การคิดรายได้เฉลี่ยต่อหัวในครอบครัว หรือการเช็กภาระหนี้สิน) ทำให้คนที่ตกงานจริงหรือไร้ที่พึ่งบางรายหลุดออกจากระบบ เพียงเพราะมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกับผู้ที่มีรายได้ หรือ เรื่อวงการยืนยันตัวตนและการอุทธรณ์ ที่ได้การกำหนดให้ ยืนยันตัวตน (e-KYC) ผ่านแอปพลิเคชันอย่าง เป๋าตัง หรือเดินทางไปสาขาธนาคารของรัฐ กลายเป็นปัญหาสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้เข้าไม่ถึงสมาร์ตโฟน กลายเป็นว่ายิ่งจน ยิ่งเข้าไม่ถึงเทคโนโลยี ยิ่งเสี่ยงเสียสิทธิ เป็นต้น
อย่างไรก็ตามสิ่งที่รัฐบาลความเร่งดำเนินการโดยเร็วในเวลานี้ เพื่อความเชื่อมั่นต่อโครงการ“บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ที่รัฐบาล คือ เร่งทำงานเชิงรุก (Active Outreach) ซึ่งรัฐไม่ควรรอให้ประชาชนกลุ่มเปราะบางเป็นฝ่ายเดินทางมาอุทธรณ์ แต่ควรใช้เครือข่ายท้องถิ่น เช่น อสม. และเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคม ลงพื้นที่เอ็กซเรย์ชุมชนเพื่อจัดเก็บข้อมูลและช่วยยืนยันตัวตน , ก่ารผ่อนปรนมาตรการระหว่างรอผลอุทธรณ์ เพื่อพิจารณามาตรการเยียวยาชั่วคราวให้ผู้ที่ยื่นทบทวนสิทธิ เพื่อไม่ให้ผู้เดือดร้อนจริงต้องขาดเงินพยุงชีพในช่วงที่กระบวนการตรวจสอบยังไม่แล้วเสร็จ และการเชื่อมสวัสดิการสู่การสร้างงาน โดยการบูรณาการฐานข้อมูลผู้ถือบัตรเข้ากับโครงการฝึกทักษะแรงงานและการจับคู่งาน เพื่อเปลี่ยนจากการจ่ายเงินเยียวยาเพียงอย่างเดียว มาเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว เป็นต้น
ส่วนประชาชนที่กำลังกังวนว่าตนเองจะได้รับสิทธิ์หรือไม่นั้น สิ่งที่ต้องกระทำ คือ ตรวจสอบและรักษาสิทธิอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการติดตามข่าวสารจากช่องทางทางการ เช่น เว็บไซต์สวัสดิการแห่งรัฐ หรือสอบถามที่ธนาคารรัฐ เพื่อไม่ให้พลาดกำหนดเวลาการลงทะเบียน ยืนยันตัวตน หรือยื่นอุทธรณ์ ,เมื่อได้มาแล้วควรวางแผนการใช้วงเงินให้คุ้มค่า อาทิ วางแผนใช้สิทธิอุดหนุนค่าน้ำ ค่าไฟ และการซื้อสินค้าจำเป็นให้เต็มวงเงินในแต่ละเดือน เพื่อลดภาระเงินสดในกระเป๋าให้ได้มากที่สุด และความใช้โอกาสต่อยอดทักษะ ซึ่งหากมีโครงการอบรมอาชีพหรือพัฒนาทักษะจากภาครัฐที่ผูกกับผู้ถือบัตร ควรเข้าร่วมเพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ใหม่ๆ ให้แก่ตนเองและครอบครัว








