ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบทั้งกระดาน ในการซื้อขายวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม หลังนักลงทุนเทขายหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นแรงหนุนสำคัญของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตลอดปีนี้ ก่อนที่แรงขายจะลุกลามไปยังหุ้นกลุ่มอื่น ส่งผลให้นักลงทุนเร่งลดความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรม ดาวโจนส์ (Dow Jones) ปิดที่ 52,146.42 จุด ลดลง 406.55 จุด หรือ 0.77% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,457.69 จุด ลดลง 76.08 จุด หรือ 1.01% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,520.24 จุด ลดลง 361.70 จุด หรือ 1.40%
ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นหลักทั้ง 3 ของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงพร้อมกัน และยังปิดลบเมื่อเทียบรายสัปดาห์ โดยแรงกดดันเริ่มต้นจากการขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มชิป ก่อนจะขยายวงไปยังหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นขนาดใหญ่อื่น ๆ ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนเป็นไปในทิศทางระมัดระวังมากขึ้น
ด้านดัชนี Philadelphia SE Semiconductor ซึ่งสะท้อนความเคลื่อนไหวของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ปรับตัวลดลงรายสัปดาห์รุนแรงที่สุดในรอบกว่า 1 ปี และร่วงลงแล้วกว่า 18% ในเดือนกรกฎาคม
อย่างไรก็ตาม หากนับตั้งแต่ต้นปี ดัชนีกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 65% สูงกว่าดัชนี S&P 500 ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 9% ในช่วงเวลาเดียวกัน
นอกจากนี้ ดัชนี Philadelphia SE Semiconductor ยังปิดต่ำกว่าระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ทำไว้เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน มากถึง 20.2% ซึ่งถือเป็นการยืนยันว่า ดัชนีดังกล่าวได้เข้าสู่ภาวะ ตลาดหมี (Bear Market) อย่างเป็นทางการ หลังปรับตัวลดลงเกิน 20% จากจุดสูงสุด








