ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวพุ่งแรงในการซื้อขายวันศุกร์ที่ 17 ก.ค. โดยสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์ก ปิดบวกกว่า 4% ท่ามกลางความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งสร้างความกังวลว่าการส่งออกและขนส่งน้ำมันในตะวันออกกลางอาจเผชิญความเสี่ยงมากขึ้น
สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้น 3.54 ดอลลาร์ หรือ 4.48% ปิดที่ 82.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบ เบรนท์ (Brent) ส่งมอบเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 3.87 ดอลลาร์ หรือ 4.59% ปิดที่ 88.10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ทั้ง WTI และเบรนท์ปิดตลาดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยตลอดทั้งสัปดาห์ ราคาน้ำมันทั้งสองชนิดปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 16% สะท้อนแรงซื้อจากความกังวลด้านอุปทานในตลาดโลก
สำหรับเบรนท์ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 ขณะที่ WTI บวกติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 2
ปัจจัยหลักที่ผลักดันราคาน้ำมันมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยกระดับความรุนแรง โดยสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีสะพานและสนามบินหลายแห่งในอิหร่าน ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีโรงไฟฟ้าและโรงผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลในคูเวต
นอกจากนี้ อิหร่านยังอ้างว่าได้โจมตีฐานปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางเพิ่มเติม รวมถึงการเปิดฉากโจมตีเป้าหมายในซีเรียโดยตรงเป็นครั้งแรก หลังจากสหรัฐฯ เดินหน้าโจมตีฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของอิหร่านต่อเนื่องเป็นคืนที่ 6
ความตึงเครียดดังกล่าวทำให้นักลงทุนวิตกว่าเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกอาจได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะหากมีการปิดเส้นทางเดินเรือในทะเลแดงเพิ่มเติม ขณะที่การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลก ยังคงเผชิญข้อจำกัด ส่งผลให้ตลาดประเมินความเสี่ยงด้านอุปทานเพิ่มขึ้น และเป็นแรงหนุนให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง








