ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบในวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2569 หลังนักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังมีรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมประกาศกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน ส่งผลให้ความกังวลต่อสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูงขึ้น และกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยง
แรงกดดันดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าความขัดแย้งอาจกระทบต่อเส้นทางการขนส่งพลังงานและอุปทานน้ำมัน ขณะเดียวกันตลาดหุ้นเผชิญแรงขายจากความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อเงินเฟ้อและแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
ดัชนีหุ้นหลักของสหรัฐฯ ปิดตลาดปรับตัวลดลง โดยดัชนีดาวโจนส์ ลดลง 138.37 จุด หรือ 0.26% ปิดที่ 52,498.64 จุด ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 60.05 จุด หรือ 0.79% ปิดที่ 7,515.34 จุด และดัชนีแนสแดค ลดลง 408.43 จุด หรือ 1.55% ปิดที่ 25,873.18 จุด
นักลงทุนจับตาสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางสัปดาห์ที่เต็มไปด้วยปัจจัยสำคัญ ทั้งการทยอยประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงการให้ข้อมูลต่อสภาคองเกรสของ เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
การกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านสร้างความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อในสหรัฐฯ อีกครั้ง เนื่องจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอาจเพิ่มแรงกดดันต่อราคาสินค้าและบริการ ซึ่งอาจทำให้เฟดจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปเป็นเวลานานกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
ขณะเดียวกัน ราคาทองคำปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในวันเดียวกัน โดยราคาทองคำยูเอส โกลด์ ฟิวเจอร์ส สัญญาส่งมอบเดือนสิงหาคม ลดลง 108 ดอลลาร์ หรือ 2.6% ปิดที่ 4,005.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางแรงขายทำกำไรและการปรับพอร์ตลงทุนของนักลงทุน หลังตลาดจับตาทิศทางดอกเบี้ยและความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจโลก
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ตลาดการเงินทั่วโลกต้องติดตาม เนื่องจากอาจส่งผลต่อทิศทางราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และแนวโน้มตลาดหุ้นในระยะต่อไป








