ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรง หลังตลาดกังวลสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์ก ปิดพุ่งขึ้นกว่า 9% ในวันจันทร์ที่ 13 ก.ค. หลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ เตรียมกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านอีกครั้ง ครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่ง ท่าเรือ คลังน้ำมัน รวมถึงเรือทุกประเภทโดยไม่คำนึงถึงธงชาติ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสร้างความกังวลต่อตลาดพลังงานทั่วโลก โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งพลังงานระหว่างประเทศ ทำให้นักลงทุนแห่เข้าซื้อน้ำมันดิบ ส่งผลให้ราคาปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือน ส.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.73 ดอลลาร์ หรือ 9.42% ปิดที่ 78.14 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถือเป็นการปรับตัวขึ้นในวันเดียวมากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 29 เม.ย. และเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย.
ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือน ส.ค. เพิ่มขึ้น 7.29 ดอลลาร์ หรือ 9.59% ปิดที่ 83.30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยราคาน้ำมันเบรนท์ทำสถิติปรับตัวขึ้นในวันเดียวมากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย. และปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 12 มิ.ย.
ศูนย์ข้อมูลทางทะเลร่วม (Joint Maritime Information Center) ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นผู้นำ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ มีกำหนดกลับมาบังคับใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านอีกครั้งในวันอังคารที่ 14 ก.ค. เวลา 20.00 น. ตามเวลา GMT หรือประมาณ 03.00 น. วันที่ 15 ก.ค. ตามเวลาประเทศไทย หลังจากมาตรการดังกล่าวเคยถูกยกเลิกไปเมื่อช่วงกลางเดือน มิ.ย.
ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าสหรัฐฯ จะกลับมาใช้มาตรการควบคุมเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมดำเนินภารกิจรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ โดยสหรัฐฯ จะเรียกเก็บเงินชดเชยในอัตรา 20% ของมูลค่าสินค้าทั้งหมดที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติภารกิจดังกล่าว
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดจับตาความเคลื่อนไหวด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก หากเกิดความติดขัดในการเดินเรือ อาจส่งผลต่อปริมาณน้ำมันในตลาดและราคาพลังงานทั่วโลก








