สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์ก ปิดพุ่งขึ้นกว่า 4% ในวันพุธที่ 8 กรกฎาคม หลังตลาดกังวลว่าสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจกลับมารุนแรงอีกครั้ง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ออกมาขู่ว่าอาจเปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่
นักลงทุนวิตกว่าความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางอาจส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งพลังงาน โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญของการส่งออกน้ำมันจากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ หากเกิดการปิดกั้นหรือหยุดชะงัก อาจกระทบต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลก
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้น 3.08 ดอลลาร์ หรือ 4.37% ปิดที่ 73.52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ส่งมอบเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 3.86 ดอลลาร์ หรือ 5.2% ปิดที่ 78.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แรงซื้อในตลาดน้ำมันเกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีทรัมป์แถลงข่าวร่วมกับ มาร์ก รุตเตอ เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี โดยระบุว่าข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านได้สิ้นสุดลงแล้ว และไม่ต้องการเดินหน้าการเจรจาเพิ่มเติม พร้อมเตือนว่าสหรัฐฯ อาจโจมตีอิหร่านอีกครั้งในคืนวันพุธ
ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากอิหร่านถูกกล่าวหาว่าโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้นักลงทุนกลับมากังวลต่อความเสี่ยงด้านพลังงานอีกครั้ง
ตลาดน้ำมันยังคงจับตาความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ และอิหร่านอย่างใกล้ชิด เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งน้ำมันโลก หากสถานการณ์บานปลาย อาจส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นและเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก








