ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดการซื้อขายในวันพุธที่ 8 กรกฎาคม ปรับตัวลดลงอย่างหนัก หลังนักลงทุนวิตกกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ออกมาระบุว่าข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านสิ้นสุดลงแล้ว พร้อมส่งสัญญาณว่าอาจมีการโจมตีอิหร่านระลอกใหม่
อย่างไรก็ตาม ดัชนี Nasdaq สามารถปิดตลาดในแดนบวกได้ จากแรงหนุนของการฟื้นตัวในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงหุ้น Broadcom ที่ช่วยพยุงตลาด
ดัชนีหลักตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดตลาดดังนี้
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 52,348.39 จุด ลดลง 576.76 จุด หรือ -1.09%
ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,482.71 จุด ลดลง 21.14 จุด หรือ -0.28%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,870.65 จุด เพิ่มขึ้น 51.96 จุด หรือ +0.20%
ปัจจัยกดดันตลาดเกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงข่าวร่วมกับ มาร์ก รุตเตอ เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี โดยกล่าวว่าข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านได้สิ้นสุดลงแล้ว และไม่สนใจที่จะกลับไปเจรจาเพิ่มเติม พร้อมเตือนว่าสหรัฐฯ อาจเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้งในคืนวันพุธ
ท่าทีดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนลดความคาดหวังต่อแนวทางการยุติความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ หลังจากก่อนหน้านี้ตลาดเคยมีความหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลงในระยะเวลาอันใกล้
ขณะเดียวกัน สำนักข่าว Press TV ของอิหร่าน รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า หากสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีรอบใหม่ อิหร่านอาจตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และเพิ่มเป้าหมายการโจมตีเป็นสองเท่า รวมถึงปฏิเสธการจัดตั้งเส้นทางเดินเรือใหม่ที่อยู่นอกเหนือจากข้อตกลงเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซตามบันทึกความเข้าใจ (MOU)
ความตึงเครียดดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากนักลงทุนกังวลต่อความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานในตะวันออกกลาง ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น ท่ามกลางแรงขายในตลาดตราสารหนี้
นักลงทุนยังคงจับตาท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ และความเคลื่อนไหวของอิหร่านอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางตลาดการเงินโลกในระยะต่อไป








