ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีแนวโน้ม เปิดตลาดในแดนบวกแบบระมัดระวัง หลังนักลงทุนตอบรับข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐที่เริ่มชะลอตัว ซึ่งช่วยหนุนความหวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจลดแรงกดดันในการเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปี
แม้ว่าดัชนีดาวโจนส์จะปิดทำสถิติสูงสุดใหม่ในการซื้อขายครั้งล่าสุด แต่ภาพรวมของตลาดยังคงมีความแตกต่างกันระหว่างแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม โดยหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มอุตสาหกรรม การเงิน และสาธารณูปโภค มีแนวโน้มได้รับแรงซื้อ ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีและกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์อาจยังเผชิญแรงขายทำกำไรต่อเนื่อง
ปัจจัยบวกที่หนุนตลาด
ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 115,000 ตำแหน่ง สะท้อนว่าตลาดแรงงานเริ่มเย็นลง
นักลงทุนมองว่าเศรษฐกิจชะลอตัวในระดับที่ไม่รุนแรง ช่วยลดโอกาสที่เฟดจะใช้นโยบายการเงินเข้มงวดเพิ่มเติม
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมีโอกาสทรงตัวหรือลดลง ซึ่งเป็นบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง
ปัจจัยกดดัน
ดัชนี Nasdaq ร่วงกว่า 200 จุดจากแรงขายหุ้นกลุ่มชิป สะท้อนว่านักลงทุนยังทยอยลดความเสี่ยงในหุ้นที่มีมูลค่าสูง
หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับขึ้นอีกครั้ง อาจกดดันหุ้นเทคโนโลยีให้ปรับฐานต่อ
นักลงทุนยังรอติดตามถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดและข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐในสัปดาห์ถัดไป เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ย
มุมมองต่อดัชนี
ดาวโจนส์ มีโอกาสปรับขึ้นต่อจากแรงซื้อหุ้น Value และหุ้นวัฏจักรเศรษฐกิจ
S&P 500 มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบแคบ เนื่องจากแรงซื้อและแรงขายยังค่อนข้างสมดุล
Nasdaq อาจแกว่งตัวผันผวน และยังมีโอกาสอ่อนตัว หากแรงขายหุ้นปัญญาประดิษฐ์ (AI) และกลุ่มชิปยังไม่สิ้นสุด
กลยุทธ์การลงทุน
นักลงทุนระยะสั้นควรเลือกลงทุนในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มดอกเบี้ยทรงตัว เช่น กลุ่มการเงิน อุตสาหกรรม และสาธารณูปโภค ขณะที่การเข้าลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีควรรอจังหวะหลังแรงขายเริ่มคลี่คลาย
คาดว่าตลาดหุ้นนิวยอร์กจะ เปิดบวกเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยดัชนีดาวโจนส์ยังมีโอกาสทำระดับสูงต่อเนื่องจากแรงหนุนของข้อมูลเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการชะลอการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ส่วน Nasdaq มีแนวโน้มผันผวนจากแรงขายในหุ้นเทคโนโลยี ทำให้ภาพรวมตลาดยังเป็นลักษณะ "บวกแต่เลือกซื้อเป็นรายกลุ่ม"








