ดาวโจนส์ปิดบวก 148 จุด สวนทาง S&P500-แนสแดค หลังหุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ถูกเทขาย ขณะที่ตลาดจับตาความคืบหน้าเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน และตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ปลายสัปดาห์นี้
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายแบบผสมผสานในวันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน โดยดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากแรงหนุนของหุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์และอุตสาหกรรม ขณะที่ดัชนี S&P 500 และแนสแดคปิดในแดนลบ หลังเผชิญแรงขายในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 51,712.71 จุด เพิ่มขึ้น 148.01 จุด หรือ 0.29% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,472.79 จุด ลดลง 27.79 จุด หรือ 0.37% และดัชนีแนสแดคปิดที่ 26,166.60 จุด ลดลง 351.33 จุด หรือ 1.32%
บรรยากาศการลงทุนถูกกดดันจากแรงขายในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีรายใหญ่ หลังนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการใช้เม็ดเงินมหาศาลในการขยายโครงสร้างพื้นฐานรองรับ AI ของผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่
หุ้น Alphabet ปรับตัวลดลง 5% ขณะที่ Meta, Amazon และ Microsoft ต่างร่วงลงในกรอบ 2.3-4.7% ส่งผลให้ดัชนีแนสแดคเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก
นักวิเคราะห์มองว่า แม้ตลาดจะเริ่มกังวลต่อการลงทุนในธุรกิจ AI แต่ปัจจัยพื้นฐานของอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล (Data Center) และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยังคงแข็งแกร่ง และเป็นหนึ่งในธีมการลงทุนสำคัญในระยะยาว
อีกหนึ่งปัจจัยที่นักลงทุนเฝ้าติดตาม คือการประกาศผลประกอบการของ Micron Technology ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ในวันพุธนี้ ซึ่งถูกมองว่าเป็นบททดสอบสำคัญต่อกระแสการลงทุนในหุ้น AI หลังราคาหุ้นพุ่งขึ้นเกือบ 300% ตั้งแต่ต้นปี
ด้านตลาดพลังงานได้รับแรงกดดันหลังมีรายงานว่า สหรัฐฯ และอิหร่านสามารถบรรลุข้อตกลงกำหนดกรอบเวลา 60 วัน เพื่อจัดทำข้อตกลงฉบับสุดท้าย โดยการเจรจารอบแรกที่สวิตเซอร์แลนด์มีความคืบหน้าอย่างมาก
ความคืบหน้าดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกต่อผู้บริโภคและภาคธุรกิจ เนื่องจากช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานและแรงกดดันเงินเฟ้อ
นักลงทุนยังคงจับตาท่าทีของเฟด หลังส่งสัญญาณให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น และสร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยง
นอกจากนี้ ตลาดกำลังรอการประกาศดัชนีการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อสำคัญของเฟดในวันพฤหัสบดี หากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาด อาจเพิ่มโอกาสที่เฟดจะดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดต่อไป
ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า นักลงทุนส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าเฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ในการประชุมเดือนกันยายน
หุ้นเด่น-หุ้นร่วง
- Alphabet ร่วง 5%
- Meta, Amazon และ Microsoft ปรับตัวลง 2.3-4.7%
- SpaceX ดิ่งหนัก 16.4% ถือเป็นการปรับตัวลงรายวันที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาด
- Apogee Therapeutics พุ่ง 46.7% หลัง AbbVie ประกาศเข้าซื้อกิจการมูลค่า 10,900 ล้านดอลลาร์
- หุ้น AbbVie ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.2%
ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 22,970 ล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ย 20 วันทำการที่ระดับ 22,120 ล้านหุ้น
ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีจำนวนหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในสัดส่วน 1.32 ต่อ 1 ขณะที่ตลาดแนสแดคมีหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในสัดส่วน 1.33 ต่อ 1 สะท้อนแรงขายที่ยังคงกระจายตัวในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตสูง
#ดาวโจนส์ #DowJones #ตลาดหุ้นสหรัฐ #หุ้นสหรัฐ #WallStreet #Nasdaq #SP500 #หุ้นเทคโนโลยี #BigTech #AI #ArtificialIntelligence #Alphabet #Google #Meta #Amazon #Microsoft #Micron #SpaceX #ElonMusk #ลงทุนหุ้น #ข่าวหุ้น #เศรษฐกิจโลก #ตลาดการเงิน #เฟด #Fed #ดอกเบี้ย #เงินเฟ้อ #PCE #พันธบัตรสหรัฐ #ราคาน้ำมัน #อิหร่าน #สหรัฐอเมริกา #สงครามตะวันออกกลาง #เศรษฐกิจโลก #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าวต่างประเทศ #หุ้นวันนี้ #ลงทุน #ตลาดทุน #BusinessNews #FinanceNews #StockMarket #WorldEconomy #BreakingNews








