เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) ออกแถลงการณ์ เรื่อง “อุบัติเหตุแยกอโศกอย่าเป็นแค่ไฟไหม้ฟาง จงไปให้ถึงการปฏิรูประบบการขนส่งทางราง ให้เป็นระบบหลักการขนส่งของประเทศและปลอดภัย” ว่าตามที่เกิดอุบัติเหตุอันน่าสลดใจ กรณีขบวนรถสินค้าที่ 2126 ชนกับรถโดยสารประจำทางสาย 206 บริเวณจุดตัดทางรถไฟถนนอโศก-ดินแดง เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมากนั้น สสรท.ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสียและผู้ได้รับบาดเจ็บทุกท่าน
ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ โดยเฉพาะความปลอดภัยสาธารณะก็จะได้รับความสนใจจากสังคม สื่อมวลชน ก็จะมีผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานและนักการเมืองก็จะทยอยออกมาแสดงความคิดเห็น รู้จริงบ้าง ไม่รู้จริงบ้าง มาถึงก็เป็นผู้ทรงความรู้ ทรงอำนาจขึ้นมาให้ข่าวให้สัมภาษณ์แค่ให้ตนเองปรากฏอยู่ในสื่อ
ทั้งๆ ที่ไม่รู้รายละเอียดของเหตุการณ์นั้นๆ คือ สิ่งที่ประชาชนเห็น รับรู้ สัมผัสได้ พอสังคมมีเรื่องใหม่ สื่อไม่เกาะติด สิ่งที่ต้องการทำ หรือสิ่งที่แถลงไว้ก็จะเลือนหายไปจนกว่าจะเกิดเหตุอีกครั้ง ก็จะมาพูดอีก การพูดแต่ละครั้งก็พยายามให้ตนเองพ้นจากข้อกล่าวหาของสังคม และสังคมไทยก็ไม่เคยเห็นสปิริตนักการเมือง ผู้บริหารระดับสูงจะแสดงความรับผิดชอบเมื่อเกิดเหตุผิดพลาดในส่วนที่ตนเองดูแล กำกับ ควบคุม
การเกิดเหตุโศกนาฏกรรมที่แยกอโศก-มักกะสัน จนมีผู้เสียชีวิต 8 ราย บาดเจ็บอีก 30 กว่าคน อย่าให้จบลงที่ พนักงานขับรถไฟถูกตั้งข้อกล่าวหาว่ามีสารเสพติดในร่างกาย คนขับรถเมล์ประมาท คนกั้นถนนบกพร่อง จนเป็นเหตุให้เกิดโศกนาฏกรรมในครั้งนี้ ดูเหมือนกระแสจะพาไปหยุดแค่ใครเป็นคนผิด และอาจจะหยุดลงแค่นี้ แล้วรอวันที่จะเกิดเหตุใหม่ ดังที่เห็นกัน แม้ว่าเหตุการณ์เศร้าสลดเพิ่งเกิด แต่พฤติกรรมของผู้ใช้รถใช้ถนน การฝ่าเครื่องกั้น การจอดรถคร่อมรางก็ยังเป็นเหมือนเดิม
อย่าให้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเพียงไฟไหม้ฟาง แต่ต้องไปให้ถึงการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ทั้งเรื่องกฎหมาย การบังคับใช้ นโยบาย กลไกในการปฏิบัติ ประกอบด้วย องค์กร หน่วยงาน บุคลากร เครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี การรณรงค์สร้างจิตสำนึกในการเคารพกฎจราจร การใช้รถ การใช้ถนน และความสัมพันธ์กันของระบบรางทั้งประเทศ ซึ่งหมายถึงการบูรณาการของเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน สหภาพแรงงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นักวิชาการ ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับระบบรางและการขนส่งสาธารณะ โดยรัฐบาลเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการประสานงาน
อย่างไรก็ตาม การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) และการขนส่งระบบรางที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนานกว่า 130 ปี และอนาคตก็ยิ่งมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น เมื่อโลกต้องเผชิญกับวิกฤตพลังงาน วิกฤตโลกร้อน การขนส่งด้วยระบบรางจึงเป็นการขนส่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด รัฐบาลแต่ละประเทศจึงสนับสนุนระบบการขนส่งทางรางให้เป็นยุทธศาสตร์ของประเทศ
ประเทศไทยแม้จะเป็นประเทศแรกๆ ในทวีปเอเชียที่นำกิจการรถไฟในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศแต่กว่า 5 ทศวรรษที่รัฐบาลละเลย ไม่สนับสนุนกิจการรถไฟ นับตั้งแต่การไม่สนับสนุนกิจการรถไฟหรือสนับสนุนก็น้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการขนส่งทางถนน ยกตัวอย่างการเก็บราคาค่าโดยสารในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนดำเนินการ ณ ปัจจุบัน ประชาชน 1 คน เดินทางระยะทาง 1 กิโลเมตร
การรถไฟฯจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 3.20 บาท แต่รัฐให้การรถไฟเก็บค่าโดยสารเพียง 24 สตางค์ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การรถไฟ พ.ศ.2494 มาตรา 43 กำหนดให้รัฐชดเชยเท่าที่ขาด แต่รัฐจ่ายล่าช้าบางปีไม่จ่าย ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2568 รัฐค้างจ่ายการรถไฟประมาณ 320,000 ล้านบาท การรถไฟต้องกู้ยืมเงินเสริมสภาพคล่องต้องจ่ายดอกเบี้ยเองปีละ 5,000 กว่าล้านบาท ไม่สนับสนุนการจัดซื้อรถจักร รถพ่วงเพิ่มอายุเฉลี่ยหัวรถจักรอยู่ที่ประมาณ 40 ปี ไม่ให้รับคนเพิ่มโดยกำหนดเป็นมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2541 ว่า หากการรถไฟฯจะรับคนใหม่เพิ่มให้รับได้เพียงร้อยละ 5 ของผู้เกษียณอายุในแต่ละปี โดยเฉลี่ยพนักงานรถไฟเกษียณปีละประมาณ 500 คน จึงทำให้พนักงานรถไฟจากประมาณ 20,000 คน ปัจจุบันเหลือเพียง 8,000 คน เท่านั้น
แต่ข้อมูลเชิงลึกแบบนี้ รัฐไม่พูดถึง แม้สหภาพ และผู้บริหารการรถไฟจะพยายามผลักดันแต่ก็ถูกยื้อเวลาให้ทบทวนใหม่ทุกครั้งเมื่อเปลี่ยนรัฐบาล
สสรท.ขอสนับสนุนการพัฒนาระบบการขนส่งทางรางให้เป็นระบบหลักในการขนส่งของประเทศและเชื่อมต่อกับต่างประเทศ และคัดค้านแนวคิดการไม่ให้ขบวนรถไฟเข้ารับส่งผู้โดยสารในชั้นในของกรุงเทพมหานคร เพราะจะเกิดผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชน นักเรียน นักศึกษา และพ่อค้า แม่ขาย คนมีรายได้น้อย เป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายให้ประชาชน คัดค้านไม่เห็นด้วยกับการปิดสถานีรถไฟประวัติศาสตร์กรุงเทพ หรือ สถานีรถไฟหัวลำโพง และให้กำลังใจแก่พนักงานรถไฟ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) ให้มีพลังใจในการทำหน้าที่รับใช้ประชาชนต่อไป แม้สถานการณ์วันนี้ ดูเหมือนการรถไฟฯ พนักงานรถไฟอาจจะถูกมองเป็นจำเลยของสังคม
สิ่งไหนไม่ดี ก็ช่วยกันปรับปรุง แก้ไข แต่ก็มีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ให้กำลังใจ และเข้าใจ ส่วนพนักงานที่ถูกกล่าวหาว่า กระทำความผิดก็ว่าไปตามกระบวนการ ทั้งการสอบสวนหาความจริง หากผิดจริงก็ลงโทษกันไป สสรท.ยังมีความมั่นคงในความเชื่อมั่นต่อการรถไฟฯ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟฯ และพนักงานรถไฟทุกคน ขอให้มีกำลังใจ ซื่อสัตย์รับใช้ประชาชนให้มีความสุข ปลอดภัยต่อไป








