การรถไฟแห่งประเทศไทย ลงนามสัญญาจ้างโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง ส่วนต่อขยายช่วงรังสิต–มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และช่วงศิริราช–ตลิ่งชัน–ศาลายา เพื่อเพิ่มทางเลือกการเดินทาง เชื่อมต่อกรุงเทพฯ กับพื้นที่ชานเมืองได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น รองรับการเติบโตของเมืองในอนาคต คาดเริ่มงานก่อสร้างได้ในเดือนกรกฎาคม 2569
วันนี้ (19 พฤษภาคม 2569) สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จัดพิธีลงนามสัญญาจ้างโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง ส่วนต่อขยาย (สีแดงเข้ม) ช่วงรังสิต–มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ระหว่างการรถไฟฯ กับ บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) มูลค่าโครงการ 6,057,000,000 บาท (หกพันห้าสิบเจ็ดล้านบาทถ้วน) และสัญญาจ้างโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง ส่วนต่อขยาย (สีแดงอ่อน) ช่วงศิริราช–ตลิ่งชัน–ศาลายา กับ กิจการร่วมค้า ยูที (ประกอบด้วย 1.บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) (Lead Firm) และ 2.บริษัท ทรัสตี้ คอนสตรัคชั่น จำกัด มูลค่าโครงการ 14,720,000,000 บาท (หนึ่งหมื่นสี่พันเจ็ดร้อยยี่สิบล้านบาทถ้วน) โดยมีนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย และนายประสงค์ สุวิวัฒน์ธนชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด เป็นผู้ลงนามในสัญญา พร้อมกันนี้ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงด้านคุณธรรม (Integrity Pact) ร่วมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ในโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต–มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสในการดำเนินโครงการ โดยมีนายอนันต์ เจนงามกุล รองผู้การรถไฟฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงส่วนต่อขยาย ช่วงรังสิต–มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และช่วงศิริราช–ตลิ่งชัน–ศาลายา ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายพัฒนาระบบขนส่งทางรางของภาครัฐ ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561–2580) และแผนแม่บทขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ระยะที่ 2 (M‑MAP2) เพื่อยกระดับโครงข่ายระบบราง ลดปัญหาการจราจร และรองรับการเดินทางของประชาชนในอนาคตอย่างยั่งยืน ซึ่งเริ่มผลักดันและได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2568 โดยคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย มีมติเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 สั่งจ้างบริษัทยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ให้ดำเนินการก่อสร้างโครงการระบบรถไฟชานเมือง สายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต–มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และสั่งจ้างกิจการร่วมค้า ยูที ให้ดำเนินการก่อสร้างโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน ช่วงศิริราช–ตลิ่งชัน–ศาลายา และสถานีเพิ่มเติม 3 สถานี (สถานีสะพานพระราม 6 สถานีบางกรวย–กฟผ. และสถานีบ้านฉิมพลี) โครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต–มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต มีระยะทาง 8.84 กม. โครงสร้างทางเป็นทางระดับดิน มีสถานีจำนวน 4 แห่ง ประกอบด้วย สถานีคลองหนึ่ง ม.กรุงเทพ เชียงราก และ มธ.ศูนย์รังสิต พื้นที่ก่อสร้างอยู่ทางด้านขวาของทางรถไฟปัจจุบัน ส่วนใหญ่ใช้ที่ดินรถไฟเป็นหลัก และมีพื้นที่เวนคืนบางส่วนประมาณ 14 ไร่ เพื่อใช้ก่อสร้างสถานีและถนนเข้าออกบริเวณสถานี
ส่วนโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน ช่วงศิริราช–ตลิ่งชัน–ศาลายา และสถานีเพิ่มเติม 3 สถานี (สถานีสะพานพระราม 6 สถานีบางกรวย–กฟผ. และสถานีบ้านฉิมพลี) ระยะทาง 20.50 กม. แบ่งเป็นทางระดับดิน 13.83 กม. ทางยกระดับ 6.67 กม. มีสถานีจำนวน 9 แห่ง ประกอบด้วย สถานีศิริราช บางขุนนนท์ ตลาดน้ำตลิ่งชัน สะพานพระราม 6 บางกรวย-กฟผ. บ้านฉิมพลี กาญจนาภิเษก ศาลาธรรมสพน์ และศาลายา พื้นที่ก่อสร้างอยู่ทางด้านซ้ายของทางรถไฟปัจจุบัน ใช้ที่ดินรถไฟเป็นหลัก ไม่มีเวนคืนที่ดิน
สำหรับขั้นตอนต่อไป การรถไฟฯ จะลงนามสัญญาจ้างผู้ควบคุมงานก่อสร้าง ช่วงศิริราช–ตลิ่งชัน–ศาลายา ประมาณวันที่ 15 มิถุนายน 2569 และช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ประมาณวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 จากนั้นจะแจ้งเริ่มงานก่อสร้าง (NTP) ให้กับบริษัทผู้รับจ้างทั้งสองโครงการพร้อมกัน ในเดือนกรกฎาคม 2569 และเริ่มก่อสร้าง ซึ่งจะใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 36 เดือน (3 ปี) กำหนดแล้วเสร็จในปี 2572โครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงส่วนต่อขยาย ทั้งช่วงรังสิต–มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต และช่วงศิริราช–ตลิ่งชัน–ศาลายา เมื่อเปิดให้บริการแล้ว จะช่วยลดเวลาการเดินทางจาก จ.ปทุมธานีเข้าสู่กรุงเทพฯ และเพิ่มการเข้าถึงพื้นที่ฝั่งธนบุรี-ศาลายา ผ่านระบบรางสายหลักของเมือง ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว รวมถึงลดปัญหาการจราจรติดขัด และยังเป็นการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและพื้นที่โดยรอบสถานี ที่สำคัญยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงานของประเทศได้อย่างยั่งยืนต่อไป








