ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือนเมษายน 2569 โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) เดือนเมษายน 2569 ลดลงมาอยู่ที่ 50.6 จาก 51.8 ในเดือนมีนาคม และเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือน นับตั้งแต่เดือนกันยายน 2569 โดยปัจจัยหลักที่กดดันความเชื่อมั่น คือ ความกังวลต่อสถานการณ์สงครามระหว่าง สหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อค่าครองชีพและแนวโน้มเศรษฐกิจไทย
ขณะที่ ดัชนีย่อยปรับลดลงทุกด้าน ได้แก่ ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 44.1 จาก 45.5, ความเชื่อมั่นต่อโอกาสการหางานทำ อยู่ที่ 48.6 จาก 49.8, ความเชื่อมั่นต่อรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 59.0 จาก 60.2 ทั้งนี้ ดัชนีทั้งหมดอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 สะท้อนว่าผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจต่อภาวะเศรษฐกิจ การจ้างงาน และรายได้ในอนาคต
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน ลดลงจาก 35.9 เหลือ 34.7 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคต ลดลงจาก 59.7 เหลือ 58.3 ทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 100แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความเชื่อมั่นในปัจจุบัน
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่า ผู้บริโภคจะยังคงระมัดระวังการใช้จ่ายในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เพื่อรอดูความชัดเจนของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงมาตรการของรัฐบาลในการบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานและการกระตุ้นเศรษฐกิจ.
รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่าปัจจุบันผู้ประกอบการรับรู้ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยากลำบากก่อนผู้บริโภค เนื่องจากต้องเผชิญกับต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นและสต็อกสินค้าที่กำลังจะหมดไป ขณะที่ผู้บริโภคเริ่มรู้สึกถึงความไม่มั่นคงในงาน โดยดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับการจ้างงานในปัจจุบันลดลงต่ำสุดในรอบ 40 เดือน ส่งผลให้การตัดสินใจซื้อทรัพย์สินขนาดใหญ่ เช่น บ้าน หรือ รถยนต์ รวมถึงการท่องเที่ยวชะลอตัวลง
ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย มองว่าจะอยู่ที่ 3% - 3.1% แต่มีความกังวลว่าอาจพุ่งสูงถึง 4% - 5% หากราคาน้ำมันยังคงยืนระยะในระดับสูงจนถึงปลายปี นอกจากนี้ ปัญหา หนี้ครัวเรือน ที่สูงยังเป็นตัวฉุดรั้งกำลังซื้อที่สำคัญในทุกภูมิภาค
เมื่อวิเคราะห์รายภาคส่วนเศรษฐกิจ พบว่า ภาคการเกษตร น่ากังวลที่สุด โดยดัชนีต่ำกว่าระดับ 50 ในทุกภาค เนื่องจากเผชิญกับอากาศร้อนจัดและปริมาณน้ำที่ไม่เพียงพอ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว ยังคงเป็นเสาหลักในการพยุงเศรษฐกิจ ส่วนภาคอุตสาหกรรมและการส่งออก ยังไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าอย่างรุนแรง และได้รับอานิสงส์จากอัตราภาษีศุลกากร (Tariff) ที่ไม่สูงนักในระดับโลก ทำให้การจับจ่ายใช้สอยยังพอประคองไปได้
ทั้งนี้รัฐบาลพยายามประคองสถานการณ์ผ่านคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่คงอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมต้นทุนทางการเงิน และเตรียมเปิดตัวโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ในช่วงเดือนมิถุนายน โดยคาดว่าจะมีผู้ลงทะเบียนกว่า 30 ล้านคน อัดฉีดเม็ดเงินเดือนละประมาณ 50,000 ล้านบาท เป็นเวลา 4 เดือน อย่างไรก็ตาม มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลเร่งปรับโครงสร้างประเทศเพื่อไม่ให้ไทยกลายเป็น "คนป่วยของเอเชีย" ที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ








