ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ปิดตลาดในแดนลบเมื่อวันอังคาร (28 เม.ย.) โดยดัชนี Dow Jones Industrial Average, S&P 500 และ Nasdaq Composite ต่างปรับตัวลดลง หลังนักลงทุนเกิดความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งกดดันหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอย่างหนัก
บรรยากาศการลงทุนถูกกดดันเพิ่มเติมจากความไม่แน่นอนก่อนที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ 5 แห่ง จะทยอยประกาศผลประกอบการรายไตรมาสในช่วงถัดไป ทำให้นักลงทุนเริ่มลดความเสี่ยงในหุ้นกลุ่มดังกล่าว
โดยดัชนีหลักปิดตลาดดังนี้ ดาวโจนส์ ลดลง 25.86 จุด (0.05 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 49,141.93 เอสแอนด์พี ลดลง 35.11 จุด (0.49 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 7,138.80 จุด แนสแดค ลดลง 223.30 จุด (0.90 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 24,663.80 จุด
แรงขายรุนแรงในตลาดหุ้นเทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ส่งผลให้ Nasdaq ปรับตัวลงรุนแรงที่สุดในรอบ 1 เดือนในแง่เปอร์เซ็นต์รายวัน หลังมีรายงานจาก Wall Street Journal ระบุว่า OpenAI เผชิญกับยอดผู้ใช้งานรายสัปดาห์และรายได้ที่ต่ำกว่าคาด
รายงานดังกล่าวสร้างความกังวลต่อนักลงทุนว่า บริษัทเทคโนโลยี AI ขนาดใหญ่อาจเผชิญความท้าทายในการรองรับต้นทุนมหาศาลจากการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล (Data Center)
หุ้นที่เกี่ยวข้องได้รับแรงกดดันถ้วนหน้า โดย Oracle ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับ OpenAI ด้านคลาวด์คอมพิวติง ลดลง 4.1% ขณะที่หุ้นกลุ่มชิปปรับตัวลงเช่นกัน ได้แก่ Nvidia, Advanced Micro Devices และ Broadcom ซึ่งลดลงระหว่าง 1.6% – 4.4% ด้าน CoreWeave ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Nvidia ปรับตัวลง 5.8%
นักวิเคราะห์จาก Horizon Investment Services ระบุว่า ข่าวเกี่ยวกับ OpenAI ทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่าการเติบโตของอุตสาหกรรม AI อาจชะลอตัวลงหรือไม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อแผนการใช้จ่ายด้านทุน (Capex) ของบริษัทเทคโนโลยี โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดกำลังรอผลประกอบการของบริษัทใหญ่ ทำให้นักลงทุนเลือกขายหุ้นเทคโนโลยีเพื่อลดความเสี่ยง








