วันที่ 6 เมษายน 2569 นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างการเร่งหารือกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เพื่อประเมินฉากทัศน์ (Scenario) ผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยในมิติต่าง ๆ และผลกระทบกับทุกฝ่าย เพื่อใช้ในการเตรียมความพร้อมมาตรการในการให้ความช่วยเหลือต่อไป
ทั้งนี้ยอมรับว่าฉากทัศน์ที่กำลังอยู่ระหว่างการประเมินอยู่นี้ เป็นภาพสถานการณ์ความขัดแย้งที่ลากยาวเกินกว่า 1 เดือน ซึ่งในรายละเอียดที่จะต้องพิจารณา คือ ความร้ายแรงของแต่ละเรื่อง แต่ละมิติจะเป็นอย่างไร ต้องพิจารณาร่วมกันกับทุกหน่วยงานอย่างจริงจัง เพราะในหลายตัวแปรที่เกิดขึ้นขณะนี้ ล้วนมีผลต่อภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ทั้งสิ้น
“ตอนนี้เรากำลังดูข้อมูลทุกเรื่องอยู่ ดูแม้กระทั่งว่าในแต่ละกลุ่มธุรกิจจะได้รับผลกระทบอย่างไร ประมาณไหน ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ก็อย่างที่ทุกคนทราบว่าเดาได้ยากมาก จึงต้องเตรียมฉากทัศน์ไว้ ตอนนี้ทีมงานของกระทรวงการคลัง โดย สศค. ทีมงานของสภาพัฒน์กำลังทำงานด้วยกันอย่างเต็มที่ และยังมีการหารือกับทีมงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ด้วย” นายวินิจ ระบุ
นอกจากนี้ คาดว่าในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 จะมีการประชุมคณะทำงานที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) ประกอบด้วย 4 หน่วยงาน ได้แก่ สศค., สภาพัฒน์, ธปท. และสำนักงบประมาณ เพื่อหารือเกี่ยวกับแผนงานในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาพรวมอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนหน้านี้ ที่กำหนดว่าจะต้องมีการประเมินทุก ๆ 4 เดือน โดยขณะนี้ยังรอความชัดเจนของตัวเลขเงินเฟ้อในเดือน มี.ค. 2569 อยู่ หลังจากนั้นก็จะมีการรายงานให้ ครม. รับทราบต่อไป
สำหรับข้อสังเกตว่าอัตราเงินเฟ้อเริ่มมีทิศทางเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเป็นผลมาจากสงครามนั้น ผู้อำนวยการ สศค. ระบุว่า เรื่องนี้ต้องไปพิจารณาให้ชัดเจนว่าอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นมาจากปัจจัยแท้จริงอะไร ซึ่งหากอัตราเงินเฟ้อที่เริ่มกลับเข้ากรอบเป้าหมาย แต่มีปัญหาเรื่องอื่นตามมา เช่น ถึงจุดที่ทำให้การบริโภคในประเทศเปลี่ยนไป ก็จะไม่มีผลดี แต่หากภาพอัตราเงินเฟ้อที่ขยับเพิ่มขึ้น แต่สถานการณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคหรืออื่น ๆ ยังเหมือนเดิม ก็ถือเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นจึงยังเป็นเรื่องที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องนำข้อมูล ข้อเท็จจริงมาคุยกัน ซึ่งเหล่านี้ก็จะเป็นหนึ่งในตัวเลขสำคัญที่ถูกนำมาประเมินไว้ในฉากทัศน์ที่กำลังดำเนินการด้วย ว่าฉากทัศน์นี้จะสั้น ยาว จะมีผลกระทบไปทางไหน
เช่นเดียวกับกรณีความกังวลของภาคเอกชน ว่า เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจฉะงักงัน (Stagflation) นั้น ยืนยันว่า ขณะนี้ทีมงานกำลังทำรายละเอียดกันอยู่ ซึ่งสภาพัฒน์เองจะมีเครื่องมือที่ทำร่วมกัน โดยจะเป็นการประเมินข้อมูลจากทุกด้าน แต่มองว่า ในระยะนี้จำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญในการรับมือผลกระทบของวิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้นก่อน หลังจากนั้นเชื่อว่าจะเห็นความชัดเจนของตัวเลขเศรษฐกิจต่าง ๆ ออกมาอย่างแน่นอน ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบก็จะได้มีการวางแผนรับมือในมิติอื่น ๆ ได้อย่างถูกต้องมากขึ้น การทำงานจะเป็นการพิจารณาทั้งระบบอยู่แล้ว
สำหรับภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล ในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค.68-ก.พ.69) นั้น ผู้อำนวยการ สศค. กล่าวว่า ในภาพรวมยังเป็นไปตามเป้าหมาย โดยจากข้อมูล พบว่า รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้สุทธิ อยู่ที่ 1.04 ล้านล้านบาท ใกล้เคียงกับประมาณการ และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.5% เนื่องจาก การนำส่งเงินส่วนเกินจากการจำหน่ายพันธบัตรจากการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล, การนำส่งรายได้เหลื่อมมาจากปีก่อนของรัฐวิสาหกิจบางแห่ง และการจัดเก็บภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน เนื่องจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันเบนซินและดีเซล 1 บาทต่อลิตร
โดย 3 กรมภาษีสามารถจัดเก็บรายได้รวมในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 อยู่ที่ 1.09 ล้านล้านบาท โดยกรมสรรพากร จัดเก็บรายได้รวมที่ 8.13 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 960 ล้านบาท หรือ 0.1% กรมสรรพสามิต จัดเก็บรายได้รวม อยู่ที่ 2.34 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 4.62 พันล้านบาท หรือ 2% ขณะที่กรมศุลกากร จัดเก็บรายได้รวม อยู่ที่ 4.71 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 3.33 พันล้านบาท หรือ 6.6%
อย่างไรก็ดี ฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค. 68- ก.พ.69) พบว่า รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น 1.04 ล้านล้านบาท ในขณะที่มีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท โดยรัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 5.58 แสนล้านบาท ส่งผลให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือน ก.พ. 2569 อยู่ที่ 3.17 แสนล้านบาท








