ข่าวเศรษฐกิจ

ก.คลังพร้อมออก พ.ร.ฎ.ขยายเพดานแหล่งเงินกองทุนน้ำมัน 1.5 แสนล. เปลี่ยนอุดหนุนราคา เป็นช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม

แชร์ข่าว

วันที่ 31 มีนาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การจัดการวิกฤตพลังงานและราคาน้ำมัน การกำกับดูแลโรงกลั่น มอบนโยบายผ่านกรรมการที่เป็นผู้แทนกระทรวงการคลังในบอร์ดบริษัทน้ำมันที่มีโรงกลั่น เข้มงวดเรื่องการกักตุนน้ำมันและห้ามเอาเปรียบประชาชน การตรวจสอบสต็อกน้ำมัน ให้กรมสรรพสามิตเร่งตรวจสอบการนับน้ำมันดิบที่อยู่ในโรงกลั่นทุกแห่ง เน้นการปราบปรามน้ำมันเถื่อน เนื่องจากราคาน้ำมันในไทยถูกกว่าประเทศเพื่อนบ้าน จึงพบการลักลอบนำน้ำมันจากไทยไปขายต่างประเทศ (จากเดิมที่เคยเป็นการนำเข้าน้ำมันเถื่อนจากนอกประเทศ) จึงสั่งการให้กรมศุลกากรและกรมสรรพสามิตเร่งปราบปรามอย่างเข้มงวด

ทั้งนี้การช่วยเหลือประชาชนและกลุ่มเปราะบาง รัฐบาลได้ปรับเปลี่ยนวิธีอุดหนุนราคา เนื่องจากวิกฤตพลังงานโลกมีความรุนแรง ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงขึ้น 300-400% กระทรวงการคลังจึงเตรียมปรับจากการอุดหนุนที่ "ราคา" มาเป็นการอุดหนุนที่ "ตัวบุคคล" โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง จึงมุ่งมายังกลุ่มเป้าหมาย มุ่งเน้นดูแลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 13.4 ล้านคน โดยประสานงานกับสำนักงบประมาณเพื่อเตรียมงบกลางมาดูแล เตรียมเสนอ ครม. นัดแรก คาดว่าจะเกิดขึ้นก่อนช่วงสงกรานต์ ช่วง 7-9 เม.ย.69

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า จากการประเมินฉากทัศน์ (Scenario) และฐานะการคลัง ฉากทัศน์ที่ 1 สงครามจบภายใน 1 เดือน ซึ่งผ่านไปแล้วและไม่เป็นจริง จีงมายัง ฉากทัศน์ที่ 2 สงครามจบภายใน 3-4 เดือน มีความเป็นไปได้สูงและเตรียมมาตรการรองรับ และหากสงครามยืดเยื้อ 6 เดือนถึง 1 ปี รัฐบาลต้องเตรียมจัดหาน้ำมันให้เพียงพอ แม้จะต้องแย่งกันซื้อในตลาดโลกก็ตาม รัฐบาลย้ำว่าเงินทุกบาทคือภาษีของประชาชน การจะนำเงินไปอุ้มราคาน้ำมันทั้งหมดอาจทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือกลุ่มคนที่เดือดร้อนจริงๆ ได้ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่มีรถยนต์ ดังนั้นจึงต้องบริหารจัดการฐานะการคลังให้เหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิด "วิกฤตซ้อนวิกฤต"

ปลัด ก.คลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลมีเครื่องมือหลัก 2 อย่างในการดูแลไม่ให้ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงจนกระทบประชาชน คือ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และ ภาษีสรรพสามิต สถานการณ์ปัจจุบัน หากไม่มีการแทรกแซง ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงกว่า 50 บาท หรือแตะ 59 บาทต่อลิตร แต่ปัจจุบันรัฐบาลดูแลให้อยู่ที่ราคา 40 บาทเศษ ขณะนี้นับว่ากองทุนน้ำมันฯ มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการมากกว่าภาษี เพราะภาษีน้ำมันมีสัดส่วนเพียง 6-7 บาทต่อลิตร แต่กองทุนน้ำมันฯสามารถดูแลส่วนต่างได้สูงถึง 19-25 บาท ล่าสุดเมื่อราคาน้ำมันปรับขึ้น 1.80 บาท กองทุนน้ำมันฯ เข้าไปรับภาระไว้ 2 บาท เพื่อไม่ให้ราคาขายปลีกพุ่งสูงเกินไป

กระทรวงการคลังจึงเตรียมเพิ่มวงเงินค้ำประกันเงินกู้กองทุนน้ำมันฯ จากเดิมมีอยู่ 4 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันกองทุนมีภาระหนี้อยู่ประมาณ 40,000 ล้านบาท เตรียม ออก พ.ร.ฎ. ขยายวงเงินเพิ่มเป็น 1.5 แสนล้านบาท จะทำให้มี "กระสุน" หรือรูมในการบริหารจัดการราคาได้อีกพอสมควร ​เพื่อเตรียมพร้อมรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันโลก ซึ่งในอดีตช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน กองทุนเคยติดลบสูงสุดถึง 130,000 ล้านบาทมาแล้ว จากนั้น เตรียมออก พ.ร.ก. การค้ำประกันการกู้เงิน เมื่อสถาบันการเงินผู้ยื่นประมูลให้กู้กับกองทนฯ ต้องการให้คลังค้ำประกันเงินกู้

การออกเป็นพระราชกฤษฎีกาเพื่อให้รวดเร็ว ในการขยายเพดานเป็น 150,000 ล้านบาท ต้องผ่านการประชุมคณะกรรมการนโยบายหนี้สาธารณะเพื่อบรรจุในแผน และเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ โดยใช้วิธีให้สถาบันการเงิน เช่น ออมสิน หรือกรุงไทย ยื่นข้อเสนอแข่งขันกัน (Bidding) เพื่อให้กองทุนน้ำมันได้เงื่อนไขที่ดีที่สุด โดยมีเงื่อนไข การค้ำประกันนี้จะเป็นแบบ ปีต่อปี ปลัดคลังยืนยันว่ายังมี "รูม" ของหนี้สาธารณะเหลืออยู่ประมาณ 300,000 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการดำเนินการ โดยต้องประเมินว่าจะใช้ได้นานแค่ไหนขึ้นอยู่กับสถานการณ์ราคาน้ำมันโลก หากราคากระโดดสูงและต้องใช้เงินชดเชยวันละ 1,500 - 2,000 ล้านบาท เงินก็อาจหมดเร็วขึ้น