วันที่ 27 มีนาคม 2569 ดร.ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยทั้งน้ำตาภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารสหพันธ์ฯ ซึ่งมีตัวแทนจาก 136 สมาคมทั่วประเทศ ทั้งภาคขนส่งทางถนน รถโดยสาร และขนส่งทางน้ำเข้าร่วม โดยระบุว่า ที่ประชุมมีมติสำคัญให้ปรับขึ้นอัตราค่าขนส่งสินค้า เนื่องจากไม่สามารถแบกรับต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นได้ โดยต้นทุนน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนกว่า 45-50% ของต้นทุนทั้งหมดในระบบขนส่ง
ทั้งนี้ การปรับขึ้นจะดำเนินการแบบ “ขั้นบันได” ครอบคลุมรถขนส่ง 6-7 ประเภท ตั้งแต่รถบรรทุก 4 ล้อ ไปจนถึงรถกึ่งพ่วง 24 ล้อ โดยขั้นแรกปรับขึ้น 10% และจะพิจารณาปรับเพิ่มเป็น 15% และ 20-30% ตามสถานการณ์ราคาน้ำมัน ซึ่งเพิ่มจากประมาณ 30 บาท เป็น 39 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3-5% ต่อการปรับราคาน้ำมันทุก 1 บาท
ดร.ทองอยู่ กล่าวว่า จะเริ่มปรับอัตราค่าขนส่งทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป โดยเป็นมาตรการเบื้องต้น และผู้ประกอบการแต่ละรายยังต้องไปเจรจาปรับราคาตามเงื่อนไขในสัญญา ทั้งแบบเสนอราคาเป็นครั้งคราว และสัญญาระยะยาวกับคู่ค้า พร้อมย้ำว่า หากราคาน้ำมันปรับลดลง อัตราค่าขนส่งก็จะปรับลดลงตามกลไกต้นทุน เพื่อความเป็นธรรมต่อประชาชน แตกต่างจากสินค้าบางประเภทที่มักปรับขึ้นแล้วไม่ปรับลง
สำหรับกรณีที่ราคาน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง แม้อัตราค่าขนส่งจะปรับไปถึงขั้นบันไดที่ 3 แล้ว จะมีโอกาสที่สหพันธ์จะหยุดวิ่งเลยหรือไม่ดร.ทองอยู่ ระบุว่า ยังต้องรอหารือร่วมกันอีกครั้ง โดยจะพิจารณาควบคู่กับมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ ซึ่งขณะนี้คณะรัฐมนตรีมีแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่งหลายด้าน แต่ยังต้องรอดูรายละเอียดและความชัดเจนว่าจะสามารถช่วยลดภาระต้นทุนได้มากน้อยเพียงใด หากมาตรการของรัฐสามารถช่วยให้ผู้ประกอบการ “อยู่ได้และอยู่รอด” ก็พร้อมจะชะลอการปรับขึ้นค่าขนส่ง แต่หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย สหพันธ์ฯ อาจต้องพิจารณามาตรการเพิ่มเติม และเตรียมยื่นข้อเสนอใหม่ต่อภาครัฐ เพื่อให้การช่วยเหลือตรงจุดมากยิ่งขึ้นต่อไป
ถามถึงผลกระทบเชิงโดมิโน่ต่อเศรษฐกิจ ดร.ทองอยู่ กล่าวยอมรับ การปรับขึ้นค่าขนส่งย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะต่อประชาชนระดับฐานราก เนื่องจากต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นจะผลักดันให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับสูงขึ้นทันที และอาจขยายวงกว้างไปยังหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าผู้ประกอบการไม่ได้ต้องการซ้ำเติมประชาชน แต่จำเป็นต้องดำเนินการเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ หากไม่ปรับตัว ระบบขนส่งอาจล่มสลาย ซึ่งจะยิ่งส่งผลกระทบรุนแรงมากกว่า พร้อมขอความเข้าใจจากประชาชน โดยย้ำว่า หากสถานการณ์คลี่คลาย ก็พร้อมปรับลดค่าขนส่งลงตามต้นทุนทันที
นอกจากนี้ ตนยังเตรียมเสนอข้อเรียกร้องเพิ่มเติมต่อกรมการขนส่งทางบก เพื่อให้รัฐบาลพิจารณามาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุด หากได้รับการสนับสนุนเพียงพอ ก็พร้อมชะลอหรือดูแลราคาค่าขนส่งไม่ให้กระทบประชาชนมากเกินไป รวมถึงเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างพลังงานอย่างจริงจัง ซึ่งตนมองว่ามาตรการก่อนหน้านี้มีบางกลุ่มได้ประโยชน์ พร้อมเรียกร้องให้ใช้วิกฤติเป็นโอกาส ปรับระบบให้เป็นธรรม หลังประชาชนและผู้ประกอบการยังต้องแบกรับต้นทุนสูง
เมื่อถามว่า ในช่วงสงกรานต์รถร่วมเอกชนจะขึ้นราคาค่าตั๋วหรือไม่ ดร.ทองอยู่ ระบุว่า ช่วงสงกรานต์ผู้ประกอบการรถร่วมเอกชน โดยเฉพาะรถ 30 ที่นั่ง ยังไม่กล้าขายตั๋ว เนื่องจากต้นทุนสูง หากขายตามราคาของ บขส. จะขาดทุนแน่นอน เพราะค่าโดยสาร บขส. ถูกกำหนดโดยคณะกรรมการกลาง ทำให้ปรับราคาไม่ได้ ขณะที่รถร่วมต้องพิจารณาราคาขายเอง โดยเรื่องนี้เป็นหนึ่งในมาตรการที่รอภาครัฐเข้าช่วยเหลือ
"ขอตั้งข้อสังเกตว่า หากภาครัฐยืนยันว่าปริมาณน้ำมันยังเพียงพอ ก็ควรดูแลให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ในทางกลับกัน หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่มีแนวโน้มแตะระดับลิตรละ 70 บาทในระยะใกล้ อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง พร้อมย้ำว่าสหพันธ์ฯ จะติดตามสถานการณ์และหามาตรการช่วยเหลือ โดยไม่ผลักภาระให้ประชาชน พร้อมขอความร่วมมือใช้พลังงานอย่างประหยัดเท่าที่จำเป็น"
ดร.ทองอยู่ ยังฝากถึงรัฐบาลด้วยว่า “ไอโม่ง” ที่มีการเปิดประเด็นขึ้นมา เป็นหน้าที่ของรัฐบาล และประชาชนทั้งประเทศ รวมถึงสื่อมวลชน ที่ต้องไปดูไอโม่ง เพราะมีนักวิชาการท่านหนึ่งบอกว่า 2สัปดาห์ที่ผ่านมา มีไอ้โม่งได้เงินจากระบบไม่น้อยกว่า 16,000 ล้านบาท จึงอยากฝากให้ไปดูด้วย ว่าไอ้โม่งเป็นใคร ดังนั้นหน้าที่ในการติดตามไอ้โม่งเป็นของสื่อมวลชน เพราะไอ้โม่งทำให้ทุกอย่างในประเทศไทยปั่นป่วน ประชาชนเดือดร้อนโดนถ้วนหน้า จึงอยากให้ไปตามหาไอ้โม่งด้วย








