ข่าวเศรษฐกิจ

"กพท." เผยสถานการณ์ตะวันออกกลาง กระทบราคาน้ำมันเครื่องบิน ปรับราคาขึ้นมากกว่า 3 เท่า หารือ "คลัง-ทอท." ช่วย

แชร์ข่าว

วันที่ 9 มีนาคม 2569 พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และส่งผลต่อราคาน้ำมันผันผวนนั้น ยอมรับว่าอุตสาหกรรมการบินของไทยต้องปรับตัวรับต่อสถานการณ์นี้ โดยวันที่ 9 มี.ค. กพท.ได้เรียกหารือกับผู้ประกอบการสายการบินและผู้ค้าน้ำมันเครื่องบิน เพื่อขอความร่วมมือในการบริหารน้ำมันในสต็อก หากยังคงเป็นน้ำมันที่มีการสต็อกไว้ก่อนหน้านี้ ก็ไม่ควรมีการปรับขึ้นราคาค่าโดยสารจากต้นทุนน้ำมัน และขอให้เร่งจัดหาแหล่งน้ำมันใหม่ทดแทนกับแหล่งน้ำมันจากตะวันออกกลาง เพื่อไม่ให้อุตสาหกรรมการบินของไทยประสบปัญหาขาดแคลมน้ำมันหรือเผชิญปัญหาต้นทุนน้ำมันที่สูงมากจนนำมากระทบต่อราคาค่าโดยสาร

ทั้งนี้ จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พบว่าในช่วงต้นของสถานการณ์สงคราม ราคาน้ำมันดิบขยับจากประมาณ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล พุ่งสูงขึ้นไปกว่า 200 ดอลลาร์ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า และหากสงครามยืดเยื้อ ทุกประเทศจะเร่งสั่งจองน้ำมันเพื่อสำรองไว้ ซึ่งจะทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นตามกลไก คือยิ่งมีการจองมาก ราคาก็จะยิ่งสูงขึ้น ดังนั้นต้องเริ่มวางแผนการรับมือ

“ราคาน้ำมัน คือต้นทุนหลักที่ควบคุมได้ยาก เนื่องจากอิงราคาตลาดโลกและกลไกของซัพพลายเออร์ต่างชาติที่ไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมายไทย แต่ กพท.ได้วางแผนรับมือไม่ให้กระทบกับอุตสาหกรรมการบินของไทย โดยเร่งหาแหล่งน้ำมันที่ราคาถูกที่สุด และประสานงานกับผู้ค้าหลัก เพื่อขอความร่วมมือไม่ให้ฉวยโอกาสปรับราคาจากสต็อกเดิมที่มีอยู่”พลอากาศเอก มนัท กล่าว

ทั้งนี้ หากความขัดแย้งในตะวันออกลางยังยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อน้ำมันในตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง กพท.ได้วางแผนเตรียมหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เพื่อพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และลดค่าธรรมเนียมสนามบิน (Landing/Parking Fee) เพื่อนำส่วนลดนี้ไปชดเชยต้นทุนให้สายการบินแทนการขึ้นราคาตั๋ว โดยแนวทางเหล่านี้จะทำให้ไม่มีการผลักภาระต้นทุนไปให้ผู้โดยสารและไม่ทำให้ราคาค่าโดยสารของสายการบินในไทยสูงเกินเพดานกำหนด

พลอากาศเอก มนัท กล่าวว่า ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ทำให้การบินผ่านน่านฟ้าตะวันออกกลางมีความเสี่ยงและทำได้ยากขึ้น ส่งผลบวกต่ออุตสาหกรรมการบินไทย เห็นได้จากสายการบินไทยที่มีเส้นทางบินตรง (Direct Flight) ไปยุโรปในหลายเส้นทาง เมื่อผู้โดยสารที่จะไปยุโรปไม่สามารถไปเปลี่ยนเครื่องที่ตะวันออกกลางได้ ก็จำเป็นต้องวางแผนบินแบบ Direct Flight ทำให้การบินไทยมียอดจองเต็ม 100% และมียอดจองล่วงหน้า (Booking) ยาวต่อเนื่อง

นอกจากนี้ กพท.ยังประเมินว่าไทยยังมีโอกาสในการดึงดูดสายการบินที่ไม่สามารถทำการบินไปตะวันออกกลางให้มาเพิ่มเที่ยวบินในไทยช่วงตารางบินที่ว่างอยู่ได้ และเนื่องจากไทยถูกมองว่าเป็น พื้นที่ปลอดภัย (Safe Haven) เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น จึงเชื่อว่านักท่องเที่ยวจะปรับแผนมาท่องเที่ยวในไทยมากขึ้น ซึ่งโอกาสนี้ยังมองไปถึงนักท่องเที่ยวกลุ่มตะวันออกกลางที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยอยู่แล้ว โอกาสนี้จะทำให้ไทยตอกย้ำการเป็น Medical Hub