เมื่อวันที่ 5 มี.ค.69 ที่ผ่านมา ที่โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมเนื่องโอกาสครบรอบ 71 ปี วันนักข่าว 5 มีนาคม 2569 พร้อมจัด เสวนาพิเศษในหัวข้อ “โจทย์ใหญ่ประเทศไทย ความท้าทายของรัฐบาลใหม่” เพื่อเป็นเวทีสะท้อนความคิดเห็นและขับเคลื่อนสังคมในหลากหลายมิติ โดยวิทยากร ประกอบด้วย นายสมเกียรติ ตั้งกิจวณิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมเสวนา โดยมีนายวีระ ธีรภัทร สื่อมวลชนอาวุโส เป็นผู้ดำเนินรายการ
นายสมเกียรติ กล่าวว่า เรากำลังเผชิญกับเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด การเติบโตของสื่อยุคใหม่ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงสื่อดั้งเดิมต้องดิ้นรนปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ประเทศไทยมีโจทย์เยอะที่ควรจะแก้ไขมานานแต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไข โจทย์ส่วนหนึ่งเป็นจุดร่วมของคนทั้งโลก คือ 1.ภูมิรัฐศาสตร์สงครามการค้า 2.การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ก่อให้เกิดความเสียหายเดือดร้อนและส่งผลต่อความสามารถทางด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย 3.เรื่องเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดซึ่งเป็น 3 เรื่องที่คนทั้งโลกต้องแก้ไขทั้งสิ้น
ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวว่า อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังมีโจทย์เฉพาะอีก 3 เรื่องใหญ่ คือ 1.อัตราการเจริญเติบโตของประเทศไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ซึ่งน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งเพราะทั้งสงครามการค้า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่างๆ ต้องใช้เงินใช้ทองทั้งสิ้น เมื่ออัตราการเจริญเติบโตของเราต่ำรัฐบาลก็จะมีเงินใช้น้อย 2. โจทก์สังคมสูงวัย ซึ่งเป็นโจทย์ร่วมของเอเชียตะวันออกและประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศแรกๆ ที่เรียกได้ว่าแก่ก่อนรวย และ 3. ปัญหาคอร์รัปชั่น การจะแก้ปัญหาเรื่องอะไรก็ตามแต่ถ้ายังแก้คอรัปชั่นไม่ได้ก็จะเกิดความเสียหายไม่มีทางแก้ไขได้สำเร็จ ล่าสุดการจัดอันดับคอรัปชันในประเทศไทยเรียกได้ว่าแย่ลงอีกและแย่กว่าเกือบทุกประเทศในอาเซียน สิ่งสำคัญที่สุดในเรื่องปากท้องประชาชนคือรัฐบาลจะต้องสร้างงานที่ดีให้กับคนจำนวนมาก ซึ่งการแก้ปัญหาส่วนใหญ่รัฐบาลจะดูแค่ปัญหาระยะสั้น ทำให้ปัญหาระยะยาวที่ควรจะถูกแก้ไขช้าออกไป
เรื่องการตั้งรัฐบาลใหม่ มีตัวถ่วงตั้งแต่ต้นคือความไม่เชื่อมั่นในการเลือกตั้งว่าบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่ อย่างไรก็ตามตนมองว่าการเลือกตั้งจะไม่เป็นโมฆะ คิดว่าเขาคงเดินลุยไปเพื่อให้ตั้งรัฐบาลได้ แต่ถ้าตั้งแล้วได้คนหน้าตาไม่ดี คนที่ประชาชนรู้สึกไม่ไว้วางใจ โดยเฉพาะกระทรวงสำคัญที่ต้องการความเชื่อมั่นจะต้องเป็นคนที่สังคมยอมรับ ยิ่งถ้าได้คนที่มีฝีมือที่ดีจะยิ่งดี แต่ถ้าได้คนที่ประชาชนไม่ไว้วางใจก็ไม่ใช่ว่าจะเดินต่อไม่ได้ แต่แปลว่าพฤติกรรมหลังจากนี้จะต้องมีคำอธิบาย ไม่ให้มีข่าวอื้อฉาว ไม่ให้ปรากฏสิ่งที่เป็นการทุจริตคอร์รัปชั่น รัฐบาลก็จะอยู่ยาวได้และเดินหน้าต่อไปได้
นายสมเกียรติ กล่าวว่า ขณะนี้การจัดตั้งรัฐบาลก็ดำเนินการต่อไป แต่ปัญหาเฉพาะหน้าที่โจทย์ใหม่ คือความรุนแรงในตะวันออกกลาง จะสั้นหรือยาวนั้นประเมินยาก แต่ตามข่าวเป็นไปได้ว่าอาจหลายสัปดาห์กว่าสงครามจะยุติ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงจะยุติไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกาสามารถจัดการเปลี่ยนระบบในอิหร่านได้ แต่สุดท้ายคนที่ไม่พอใจจะเยอะและอาจพร้อมลงมือเช่นมีการก่อการร้ายในจุดต่างๆ ดังนั้นจึงพูดได้ยากว่าจะไปจบตรงไหน แต่โดยรวมมีผลลบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างแน่นอน ยากที่จะพูดว่าเท่าไร อย่างแรกคือราคาพลังงานจะสูงขึ้นการทำมาค้าขายลดลงไป และกระทบต่อการท่องเที่ยวแน่นอน
สิ่งที่เป็นห่วง คือ นโยบายระยะสั้นและระยะยาวจะขัดกัน ถ้าระยะสั้นอยากใช้น้ำมันราคาถูก ก็ต้องไปอุดหนุนราคาน้ำมัน แต่ถ้าดูกองทุนน้ำมันเหลือเงินเป็นบวก 4 หมื่นล้านบาท แต่แอลพีจีติดลบไป 3.7 หมื่นล้านบาท ดังนั้นเท่ากับเราเหลือเงินจริง ๆ 2 พันกว่าล้านเท่านั้น หากตรึงราคาน้ำมันไว้ผลปัจจุบันเหมือนจะดูดี แต่เนื่องจากสถานการณ์ภายนอกยังมีความไม่แน่นอน และยังมีความเสี่ยงเยอะ จะเห็นว่ารัฐบาลตรึงราคาได้ แต่อย่าเยอะแล้วค่อยๆ ถอนการแทรกแซงให้ราคาสะท้อนกลไกตลาดมากขึ้น และให้เน้นการส่งเสริมให้ประชาชนประหยัดพลังงานจะดีกว่า
“ช่วงแรกของการเป็นรัฐบาลต้องอย่าให้เกิดข่าวไม่ดี ไม่ให้มีการทุจริตคอร์รัปชัน และข่าวที่ทำให้ประชาชนเสียความมั่นใจ และควรป้องกันเหตุที่ควรป้องกันได้ เช่น การก่อการร้าย หรือสิ่งอื่นๆ ที่กระทบต่อความเชื่อมั่น รวมถึงเรื่องที่จะทำให้มีการลดเรตติ้งความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ควรจะมีเงินทุนหรือกระสุนเผื่อเอาไว้ เน้นใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น อย่าทำโครงการใหญ่ที่สำเร็จยากแต่ผูกพันระยะยาว” นายสมเกียรติ กล่าว







