หนี้ครัวเรือนไตรมาส 3/68 ยังทรงตัว ขณะที่สัญญาณเสี่ยงเริ่มขยายไปยังกลุ่มรายได้ระดับกลางถึงสูง โดยเฉพาะคนเงินเดือนหลักแสนที่เริ่มมีปัญหาค้างชำระมากขึ้น ด้านสถานการณ์แรงงานไตรมาส 4/68 อัตราว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำ แม้ภาพรวมการจ้างงานหดตัวเล็กน้อย
เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยรายงานสถานการณ์หนี้สินครัวเรือน ไตรมาส 3/2568 พบว่า หนี้ครัวเรือนอยู่ที่ระดับ 86.8% ของ GDP ทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีมูลค่ารวม 16.31 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชนอ่อนแอลงในทุกประเภทสินเชื่อ
ข้อมูลจากเครดิตบูโรระบุว่า สินเชื่อส่วนบุคคลที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป (NPLs) มีมูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 9.4% ของสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจาก 9.1% ในไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้ที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
ประเด็นสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่ การกำกับดูแลสินเชื่อผ่านแอปพลิเคชันและสินเชื่อแบบซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL) ซึ่งเป็นสินเชื่อที่เข้าถึงง่ายและมีความเสี่ยงต่อการกลายเป็นหนี้เสียในอนาคต โดยเสนอให้ผู้ให้บริการเข้าร่วมระบบเครดิตบูโรอย่างครบถ้วน เพิ่มมาตรการกำกับสินเชื่อออนไลน์ให้เข้มงวดขึ้น และกำหนดเพดานหนี้ร่วมเพื่อลดความเสี่ยงในระบบการเงิน
ขณะเดียวกัน กลุ่มรายได้ระดับกลางถึงสูงเริ่มมีสัญญาณผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น โดยข้อมูลจาก SCB EIC ระบุว่า ผู้มีรายได้มากกว่า 100,000 บาทต่อเดือน ราว 21% เริ่มประสบปัญหาการชำระหนี้ เช่นเดียวกับกลุ่มรายได้ต่ำกว่า 50,000 บาทต่อเดือน ที่ประมาณ 31% มีภาระหนี้เกิน 60% ของรายได้ ส่วนกลุ่มรายได้ 15,000–30,000 บาทต่อเดือน ยังคงเป็นกลุ่มที่มีปัญหาการชำระหนี้มากที่สุด จึงจำเป็นต้องเร่งสร้างวินัยทางการเงินเชิงรุก เช่น ระบบแจ้งเตือนก่อนถึงกำหนดชำระ และมาตรการจูงใจสำหรับผู้ชำระหนี้ตรงเวลา
ด้านสถานการณ์แรงงาน ไตรมาส 4/2568 พบว่าจำนวนผู้มีงานทำอยู่ที่ 39.8 ล้านคน ลดลง 0.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยแรงงานนอกภาคเกษตรกรรมมีจำนวน 28.3 ล้านคน ขยายตัว 0.2% ซึ่งเติบโตมากที่สุดในสาขาการขนส่งและจัดเก็บสินค้า 3.2% รองลงมาเป็นสาขาการผลิต 1.2% ขณะที่แรงงานภาคเกษตรกรรมอยู่ที่ 11.5 ล้านคน หดตัว 3.4% ส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่สร้างความเสียหายต่อพื้นที่เพาะปลูกกว่า 2.1 แสนไร่ และแรงงานบางส่วนอยู่ระหว่างรอฤดูเพาะปลูก
ภาพรวมชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยอยู่ที่ 42.9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยภาคเอกชนเฉลี่ย 47.3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จำนวนผู้ทำงานล่วงเวลาอยู่ที่ 6.4 ล้านคน หรือ 5.7% ขณะที่ผู้ทำงานต่ำระดับอยู่ที่ 1.5 แสนคน ลดลง 34.4%
ในไตรมาส 4/2568 มีผู้ว่างงานประมาณ 2.8 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 0.7% ลดลงจาก 0.88% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยอยู่ที่ 15,912 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มขึ้น 1.1% ขณะที่ค่าจ้างเฉลี่ยภาคเอกชนอยู่ที่ 14,711 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มขึ้นเพียง 0.08%
สำหรับภาพรวมทั้งปี 2568 อัตราการมีงานทำอยู่ที่ 99.1% เพิ่มขึ้นจากปี 2567 โดยมีผู้มีงานทำรวม 39.6 ล้านคน ลดลง 0.5% จากปีก่อนหน้า และมีอัตราการว่างงานเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 0.81%
ทั้งนี้ สศช.ระบุประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ การเชื่อมโยงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศกับธุรกิจไทย เพื่อสร้างงานคุณภาพและยกระดับทักษะแรงงาน โดยอาจขยายมาตรการจ้างงานในท้องถิ่นและส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศให้ครอบคลุม SMEs มากขึ้น ควบคู่กับการจูงใจให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี
นอกจากนี้ ยังต้องให้ความสำคัญกับความกังวลด้านความมั่นคงในการจ้างงานจากบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยควรกำหนดแนวทางการใช้ AI อย่างชัดเจน เป็นธรรม และเร่งลงทุนพัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI ให้แรงงานทุกระดับ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของตลาดแรงงานในอนาคต
#หนี้ครัวเรือน #สศช #เศรษฐกิจไทย #NPL #ตลาดแรงงาน #อัตราว่างงาน #รายได้แรงงาน #SCBEIC #เศรษฐกิจ2569 #ข่าวเศรษฐกิจ #วิเคราะห์เศรษฐกิจ #AIกับแรงงาน #SEOข่าวเศรษฐกิจ







