นางวิภารัตน์ ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง เปิดเผยในงานเสวนา "รวมพลังวุฒิสภา: สร้างทุน สร้างโอกาส สร้างงาน สร้างอาชีพ" ที่รัฐสภา รายการวันนี้ที่สภาไทย 16 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงภาพรวมของตลาดแรงงานไทยที่แม้จะมีอัตราการว่างงานในภาพรวมต่ำเพียงร้อยละ 0.8 ของกำลังแรงงานรวม แต่เมื่อวิเคราะห์เชิงลึกกลับพบความท้าทายสำคัญ 3 ประการ คือ ปัญหาเด็กจบใหม่หางานยาก ซึ่งมีอัตราว่างงานสูงถึงร้อยละ 4.8 และร้อยละ 60 ของผู้ว่างงานทั้งหมดเป็นผู้ที่ไม่เคยทำงานมาก่อน หรือ First Jobber เนื่องจากปัญหาทักษะไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน (Skill Mismatch)
นางวิภารัตน์ได้ขยายความถึงประเด็นความเหลื่อมล้ำในตลาดแรงงานว่า "แม้ภาพรวมการจ้างงานจะดูเกือบเต็มกำลัง แต่เราพบปัญหาเชิงโครงสร้างที่น่ากังวล โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กจบใหม่ที่เรียนมาในบางสาย เช่น สังคมศาสตร์ ซึ่งไม่ตอบโจทย์ตลาดที่ต้องการสายอาชีพสูงกว่า นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่มีงานทำแต่ทำได้ไม่เต็มศักยภาพ คือทำงานน้อยกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์และต้องการงานเพิ่ม สะท้อนถึงรายได้ที่ไม่มั่นคงจากการจ้างงานแบบสัญญาระยะสั้นเพื่อลดต้นทุนของเอกชน รวมถึงปัญหาแรงงานนอกระบบและเกษตรกรจำนวนมากที่ขาดหลักประกันทางสังคมและเสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้างได้ง่าย"
ปัญหาดังกล่าวนำไปสู่ข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยพบว่าครัวเรือนไทยร้อยละ 27 ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ และร้อยละ 10-20 ของหนี้ครัวเรือนเป็นหนี้นอกระบบ ขณะที่ผู้ประกอบการ SME กว่าร้อยละ 60 เข้าไม่ถึงสินเชื่อเพราะขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน กลายเป็นวงจรที่เมื่อเข้าไม่ถึงทุนก็ไม่สามารถขยายกิจการหรือจ้างงานเพิ่มได้
กระทรวงการคลังจึงใช้ 3 เครื่องมือหลักในการแก้ปัญหา คือ มาตรการทางคลังผ่านรายจ่ายและสวัสดิการ มาตรการภาษีเพื่อสร้างแรงจูงใจ และมาตรการทางการเงินผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFI) โดยเน้นนโยบายการคลังแบบมุ่งเป้า (Targeted Fiscal Policy) ที่ใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่หรือ Data Lake มาวิเคราะห์ระบุตัวตนผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริง เพื่อบริหารงบประมาณให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
นางวิภารัตน์ระบุถึงแนวทางการปรับเปลี่ยนสวัสดิการรัฐว่า "นโยบายภาครัฐยุคใหม่ต้องไม่ใช่แค่การให้ปลา แต่ต้องสอนวิธีจับปลา การช่วยเหลือทางการคลังจึงต้องผูกติดกับการพัฒนาทักษะ หรือการอัปสกิลและรีสกิล เช่น โครงการ Quick Big Win ที่ช่วยพัฒนาทักษะดิจิทัลและการเงินให้ผู้ประกอบการรายย่อยในโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อให้เข้าสู่แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ได้ หรือการใช้ฐานข้อมูล Data Lake มาตรวจสอบความจนที่แท้จริง ซึ่งในอนาคตเราอาจนำรูปแบบการวิเคราะห์ข้อมูลโซเชียลมีเดียมาใช้ระบุตัวตนและตรวจสอบการเสียภาษีให้แม่นยำยิ่งขึ้นเหมือนในต่างประเทศ"
สำหรับมาตรการภาษี กระทรวงการคลังได้ออกมาตรการสนับสนุนการจ้างงานผู้สูงอายุเพื่อรองรับสังคมสูงวัย โดยสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนได้ 2 เท่า เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และมาตรการดึงคนไทยที่มีศักยภาพในต่างประเทศกลับมาทำงานที่หักค่าใช้จ่ายได้ 1.5 เท่า นอกจากนี้ยังมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยให้ผู้ประกอบการโรงแรมนำค่าปรับปรุงที่พักมาลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า และเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณจัดฝึกอบรมสัมมนาภาครัฐให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 มกราคม 2569 เพื่อกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย
ในด้านมาตรการทางการเงิน ได้กำชับให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทำหน้าที่เติมเต็มช่องว่างที่ธนาคารพาณิชย์เข้าไม่ถึง โดยธนาคารออมสินมีโครงการสินเชื่อสร้างเครดิตสำหรับผู้ที่ไม่เคยมีประวัติทางการเงินผ่านแอปพลิเคชัน MyMo ขณะที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) เน้นเข้าถึงเกษตรกรรายย่อยเพื่อต่อยอดอาชีพ ส่วนผู้ประกอบการ SME ได้มีสินเชื่อปลุกพลัง SME ของ SME D Bank ที่ผูกกับการพัฒนาทักษะ และโครงการค้ำประกันสินเชื่อ SME Smart Win ของ บสย. เพื่อช่วยผู้ประกอบการที่ไม่มีหลักประกันให้สามารถเข้าสู่ระบบการเงินและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน







