ข่าวเศรษฐกิจ

“ยุบสภา–พิพาทชายแดนไทย กัมพูชา” ฉุดความเชื่อมั่นผู้บริโภคร่วงในรอบ 4 เดือน “หอการค้า” เตือนเศรษฐกิจฟื้นช้า

แชร์ข่าว

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนธันวาคม 2568 พบว่าปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน จากแรงกดดันปัจจัยการเมืองภายในประเทศและสถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งอาจฉุดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยให้เป็นไปอย่างล่าช้า

เมื่อวันที่ 8 มกราคม นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนธันวาคม 2568 ลดลงจากระดับ 53.2 มาอยู่ที่ 51.9 นับเป็นการปรับลดลงครั้งแรกในรอบ 4 เดือน สาเหตุหลักมาจากการยุบสภา และความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งส่งผลต่อมุมมองของประชาชนต่อทิศทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ระดับ 45.5 ลดลงจาก 46.8 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานทำ อยู่ที่ 49.8 ลดลงจาก 50.9 และดัชนีความเชื่อมั่นด้านรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 60.5 ลดลงจาก 61.9 ซึ่งปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือนเช่นเดียวกัน

นายธนวรรธน์ ระบุว่า ดัชนีทุกองค์ประกอบยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับปกติที่ 100 สะท้อนว่าผู้บริโภคยังขาดความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจ โอกาสการจ้างงาน และรายได้ในอนาคต โดยมีความกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังไม่ชัดเจน แม้รัฐบาลจะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังไม่เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงผลกระทบจากน้ำท่วมในภาคใต้ ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่มีความเสี่ยงชะลอตัวจากสงครามการค้า และความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจคาดว่า ผู้บริโภคจะยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ โดยรอความชัดเจนด้านเสถียรภาพทางการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ รวมถึงทิศทางสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาหลังการเจรจาหยุดยิง

ขณะเดียวกัน ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย อยู่ที่ระดับ 38.8 ลดลงเล็กน้อยจาก 38.9 สะท้อนว่าภาคธุรกิจยังขาดความเชื่อมั่นจากปัญหาค่าครองชีพที่สูง ส่งผลต่อกำลังซื้อ ภาวะน้ำท่วมที่กระทบภาคบริการและภาคเกษตร ตลอดจนความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์โลกที่อาจทำให้การค้าโลกชะลอตัวและกระทบต่อการส่งออกไทย

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า แม้ภาพรวมยังอ่อนแรง แต่การท่องเที่ยวเริ่มเป็นสัญญาณบวก โดยเฉพาะในภาคตะวันออกและภาคเหนือ ที่พบว่านักท่องเที่ยวเอเชีย โดยเฉพาะชาวจีน เริ่มกลับมา ส่งผลให้ภาคท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในช่วงปลายปี อย่างไรก็ตาม รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องออกมาตรการพยุงเศรษฐกิจเพิ่มเติม ทั้งการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ และการดูแลราคาสินค้าเกษตรอย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ ในช่วงไตรมาสแรกของปี คาดว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดจากการเลือกตั้งราว 40,000–60,000 ล้านบาท เข้ามาเป็นปัจจัยช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยในระยะสั้น โดยหวังว่ารัฐบาลใหม่จะเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจให้กลับมาอีกครั้ง

 

แชร์ข่าว