ข่าวเศรษฐกิจ

"หอการค้า" เตือน! "ไทย" เสี่ยงโดนผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง เร่งคุมต้นทุน "พลังงาน-โลจิสติกส์"

แชร์ข่าว

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยกระดับเป็นการเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดพลังงานและการเงินโลกอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งมีความเสี่ยงส่งผ่านผลกระทบมายังเศรษฐกิจไทย ทั้งทางตรงและทางอ้อม

ในช่วงบ่ายวันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เชิญหน่วยงานด้านความมั่นคง หน่วยงานเศรษฐกิจ และภาคเอกชน รวมถึงหอการค้าไทย เข้าหารือเพื่อประเมินผลกระทบและกำหนดแนวทางรองรับอย่างรอบด้าน

นายพจน์ระบุว่า ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นคอขวดพลังงานโลก รองรับการขนส่งน้ำมันดิบราว 14-20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 20% ของการค้าน้ำมันทางทะเลทั่วโลก รวมถึงเป็นเส้นทางหลักของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สู่ตลาดเอเชีย หากเกิดข้อจำกัดด้านการเดินเรือหรือความไม่ปลอดภัย จะทำให้อุปทานพลังงานตึงตัวทันที และดันราคาน้ำมันปรับขึ้นรวดเร็ว สร้างแรงกดดันเงินเฟ้อในหลายประเทศ

ประเทศในเอเชีย เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ต่างพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันผ่านเส้นทางดังกล่าวในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะจีน หากราคาพลังงานพุ่งแรง ภูมิภาคเอเชียจะได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ความผันผวนของราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะสะท้อนผ่านต้นทุนการผลิต ค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง และค่าครองชีพประชาชนโดยตรง

จากการประเมินร่วมกับภาคธุรกิจและผู้ให้บริการโลจิสติกส์ พบแนวโน้มผลกระทบสำคัญ ได้แก่

ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นและผันผวนต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนขนส่งทางเรือ ทางอากาศ และทางบกทั่วโลกเพิ่มขึ้น

ผู้ส่งออกไปอ่าวเปอร์เซียเผชิญ War Risk Premium หรือค่าเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงสงครามเพิ่มขึ้นราว 50% ทำให้ต้นทุนต่อเที่ยวเรือสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

การส่งออกไปตะวันออกกลางอาจชะลอหรือหยุดชั่วคราว สายเรือบางส่วนอาจปรับตารางหรือชะลอรับจองตู้สินค้า กระทบสต็อกและกระแสเงินสด

เส้นทางยุโรปและสหรัฐฯ ฝั่งตะวันออกที่อ้อมแหลมกู๊ดโฮปอยู่แล้ว อาจเผชิญต้นทุนเพิ่มอีก หากราคาน้ำมันสูงขึ้น ส่งผลต่อความสามารถแข่งขันของผู้ส่งออกไทย และยืดระยะเวลาขนส่งรวมไป-กลับไม่น้อยกว่า 1 เดือน

“หากราคาพลังงานสูงขึ้นพร้อมกับค่าระวางเรือเพิ่มในเวลาเดียวกัน จะเป็นแรงกดดันสองชั้นต่อระบบการค้าโลก ผู้ประกอบการไทยควรเร่งทบทวนสัญญาขนส่ง เงื่อนไขประกันภัย และบริหารต้นทุนพลังงาน พร้อมวางแผนรองรับหลายสถานการณ์” นายพจน์กล่าว

ในด้านการเดินทาง สายการบินระหว่างประเทศหลายแห่งได้ปรับเส้นทางหลีกเลี่ยงน่านฟ้าพื้นที่เสี่ยง ส่งผลให้ระยะเวลาเดินทางยาวขึ้นและต้นทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกระทบการติดต่อธุรกิจและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะช่วงฤดูท่องเที่ยวยุโรป

ด้านภาครัฐ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด พร้อมเตรียมมาตรการรองรับด้านพลังงาน การเงิน และการค้า เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวม

ภาคเอกชนเตรียมเสนอให้เร่งมาตรการเสริมสภาพคล่อง SME ผ่านธนาคารพาณิชย์ โครงการ Reinvent Thailand รวมถึงบูรณาการนโยบายการเงิน การคลัง และความร่วมมือระหว่างกระทรวงเศรษฐกิจ และกระทรวงการต่างประเทศในมิติการทูตเชิงเศรษฐกิจ

นายพจน์ย้ำว่า ภายใต้ความไม่แน่นอนสูง ภาคธุรกิจควรบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงาน โลจิสติกส์ และอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรอบคอบ จัดทำแผน Scenario Planning และรักษาสภาพคล่องทางการเงิน ขณะเดียวกัน ไทยยังมีโอกาสในบางกลุ่มสินค้า เช่น เกษตร อาหาร อาหารแปรรูป และสินค้าอุปโภคบริโภค ที่อาจมีความต้องการเพิ่มขึ้น

หอการค้าไทยพร้อมทำงานใกล้ชิดกับรัฐบาล เพื่อประเมินผลกระทบเชิงลึกในแต่ละกลุ่มธุรกิจ และเสนอแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนสูง

#หอการค้าไทย #วิกฤตตะวันออกกลาง #ราคาน้ำมัน #โลจิสติกส์ #WarRiskPremium #ช่องแคบฮอร์มุซ #เศรษฐกิจไทย #SMEไทย #ข่าวเศรษฐกิจ #บริหารความเสี่ยง