TGO เปิดผลสำรวจตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจปี 2569 ชี้ 77% ของภาคธุรกิจไทยมอง Climate Change เป็นโอกาส ตลาดเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านราคาสู่คุณภาพคาร์บอนเครดิต พร้อมดัน Premium T-VER เชื่อมตลาดโลก และผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางตลาดคาร์บอนอาเซียน
วันที่ 31 ก.ค.69 นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เป็นประธานข่าว “ผลสำรวจตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจประเทศไทย ปี2569 : The 2026 Thailand’s Voluntary Carbon Market Outlook” ณ หอประชุมศุกรีย์ แก้วเจริญ ชั้น 3 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
นายณกรณ์ กล่าวว่า ผลสำรวจปีนี้สะท้อนว่าตลาดคาร์บอนไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ผู้ซื้อไม่ได้มองเพียงราคาหรือปริมาณคาร์บอนเครดิตอีกต่อไป แต่กำลังให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของเครดิต ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของตลาดคาร์บอนโลกที่ให้ความสำคัญกับ High-Integrity Carbon Credits fy’ดังนั้น Premium T-VER จึงไม่ใช่เพียงการยกระดับมาตรฐานของประเทศไทย แต่เป็นการเตรียมความพร้อมให้ตลาดคาร์บอนไทยสามารถเชื่อมโยงกับตลาดสากล และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางตลาดคาร์บอนของอาเซียน
ภาคธุรกิจไทยมอง Climate Change เป็น "โอกาส" มากกว่าความเสี่ยง พบว่า 77% ของภาคธุรกิจไทยมองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นโอกาสทางธุรกิจ ขณะที่ 69% กังวลต่อความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risk) และ 59% กังวลต่อความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risk) องค์กรส่วนใหญ่จึงให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากต้นทาง เช่น การลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน โดยมองว่าคาร์บอนเครดิตเป็นเพียงเครื่องมือเสริม สอดคล้องกับหลักการสากลที่ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยภายในองค์กรก่อนการชดเชย
ตลาดยังอยู่ในช่วงเติบโต ปัจจุบันหลายองค์กรได้เริ่มดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศแล้ว โดย 56% ประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 51% มีแผนลดการปล่อย และ 38% ตั้งเป้าสู่ Carbon Neutrality หรือ Net Zero อย่างไรก็ตาม ตลาดคาร์บอนของไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยมีผู้เล่นในตลาดเพียง 18% ขณะที่ 79% อยู่ระหว่างศึกษาหรือเตรียมเข้าสู่ตลาด สะท้อนศักยภาพการเติบโตในระยะต่อไป
ผู้ซื้อเปลี่ยนจากราคาเป็นคุณภาพ โดยผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมจากการพิจารณาเพียงราคาและปริมาณ ไปสู่การให้ความสำคัญกับคุณภาพของคาร์บอนเครดิต มีปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ความเป็นส่วนเพิ่ม (Additionality) ความเข้มงวดของระบบ MRV และความถาวรของการกักเก็บคาร์บอน (Permanence) ขณะที่โครงการที่ได้รับความสนใจสูงสุด ได้แก่ โครงการป่าไม้และเกษตรกรรม (33%) และพลังงานหมุนเวียน (24%)
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจยังสะท้อนความท้าทายสำคัญของตลาดไทย คือ ช่องว่างด้านราคาระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย โดยผู้ขายส่วนใหญ่ต้องการราคา 50-200 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ขณะที่ผู้ซื้อกว่าหนึ่งในสามต้องการราคาต่ำกว่า 50 บาท ส่งผลให้อัตราการจับคู่ซื้อขายยังอยู่ในระดับต่ำ
Premium T-VER ยกระดับมาตรฐาน รองรับความต้องการเครดิตคุณภาพสูง พบว่า ผู้พัฒนาโครงการยังคงใช้ Standard T-VER เป็นหลัก แต่เริ่มยกระดับสู่ Premium T-VER มากขึ้น โดยเฉพาะผู้เล่นรายใหม่ที่ต้องการพัฒนาโครงการให้สอดคล้องกับแนวโน้มตลาดโลก ซึ่งสะท้อนว่า High-Integrity Carbon Credits กำลังกลายเป็นทิศทางใหม่ของตลาดคาร์บอนไทย ซึ่งไทยมีศักยภาพในการเชื่อมโยงสู่ตลาดสากลจากความพร้อมด้านมาตรฐาน Premium T-VER และระบบ MRV โดย 45% ของผู้ตอบแบบสำรวจเชื่อมั่นว่าไทยสามารถเชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศ และ 43% เห็นว่าไทยมีศักยภาพก้าวสู่ศูนย์กลางตลาดคาร์บอนของภูมิภาค
ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนว่าตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย "ปริมาณ" ไปสู่ตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย "คุณภาพ" หากประเทศไทยสามารถยกระดับมาตรฐาน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเชื่อมโยงตลาดกับต่างประเทศได้สำเร็จ จะเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางตลาดคาร์บอนของอาเซียน (ASEAN Carbon Market Hub) พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรม Business Matching และเวทีเสวนา "ยกระดับมาตรฐานคาร์บอนไทย และเปิดรับโอกาสใหม่สู่ตลาดสากล" ซึ่งผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ ได้ร่วมสะท้อนมุมมองต่อทิศทางการพัฒนาตลาดคาร์บอนของไทยในอนาคต ผ่านการยกระดับมาตรฐาน Premium T-VER เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใส และการเชื่อมโยงกับตลาดสากล ผู้สนใจสามารถอ่านรายงานผลสำรวจตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจประเทศไทย ปี 2569 ฉบับเต็ม และรับชมย้อนหลังได้ที่ Facebook TGO และ TGO Website
ในโอกาสนี้ นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการ อบก. พร้อมด้วย นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ยังได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ “เพื่อสนับสนุนงานพัฒนาศักยภาพบุคลากรของสถาบันวิทยาการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ งานส่งเสริมกลไกลดก๊าซเรือนกระจก ตลาดคาร์บอน”
ผู้อำนวยการ อบก. กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่มุ่งเน้นมากกว่าเพียงการพัฒนาบุคลากรระหว่างสองหน่วยงาน แต่เป็นการร่วมกันวางรากฐานระบบนิเวศด้านการรายงานและโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) เพื่อรองรับการจัดการก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยในระดับสากล โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ไม่เพียงแต่เฉพาะบริษัทจดทะเบียนเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงบริษัทในเครือข่ายและระบบนิเวศที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความตระหนักและแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจหันมาให้ความสำคัญกับการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น








